
บทเรียนการสร้าง ‘Brand Identity’ ที่เปลี่ยนได้ โดยไม่หลงแก่น Session: การรักษาตัวตนของแบรนด์ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง โดย โอม ปัณฑพล
“จากศิลปินสู่ผู้บริหารค่ายเพลงกับบทเรียนสำคัญที่ไม่ใช่เรื่องชื่อเสียงแต่คือการรักษาตัวตนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา”
ซึ่งประสบการณ์และการศึกษาประวัติศาสตร์ของอาชีพศิลปินที่พบว่าวงจร (Circle) อาชีพนั้นสั้น และมีช่วง Prime Time โดยเฉลี่ยอาจมีเพียงราว 7 ปี เท่านั้น นำมาซึ่งคำถามที่ไม่ใช่แค่ ‘จะดังอย่างไร?’ แต่เป็น ‘จะรักษา Loyalty และ Identity อย่างไรให้ยืนยาว?’ นั่นเอง
ศิลปะต้องชัด การตลาดต้องแยก
ในมุมของนักลงทุน อาจไม่ได้มองหาคนที่เก่งที่สุด แต่กำลังมองหาคนที่มั่นใจว่าทำการตลาดด้วยกันได้ ทำให้ศิลปะกับการตลาดจึงต้องแยกกันให้ชัด
เพราะสิ่งที่ขายได้ไม่ใช่แค่ความสามารถ แต่คือความแตกต่างที่มี Unique Selling Points ชัดเจน และเมื่อแตกต่างพอ โอกาสที่ขายได้ย่อมมีมากกว่า
ศิลปินกับสังคม
ดนตรี ศิลปะ และวัฒนธรรม ล้วนเป็นภาพสะท้อนของสังคม ในทุกครั้งที่เกิดวิกฤตทางความคิด เพราะศิลปินมักเป็นผู้นำพาความคิด
แต่ในอีกด้านหนึ่งศิลปินเองก็เป็นผลผลิตของสังคมเช่นกัน เพราะเมื่อมองย้อนผ่านวรรณกรรมหรือบทเพลงในแต่ละยุค เราจะเห็นค่านิยมของสังคมที่ไม่เคยเหมือนเดิมหลังการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้ง
อะไรทำให้ตัวตนแตกต่าง
เพราะผู้บริโภคเปลี่ยนเสมอ ดังนั้นสินค้าและแบรนด์จึงต้องปรับตัว แต่การปรับตัวไม่ใช่การทอดทิ้งแก่นแท้ เพราะศิลปินที่ทำเหมือนเดิมทุกอย่าง ย่อมไม่สามารถดึงดูดผู้ฟังใหม่ได้ หากเปลี่ยนจนไม่เหลือแก่น ก็จะไม่เหลือความเชื่อมั่นเช่นกัน
ตัวตนจึงไม่ใช่การเป็นเส้นตรงที่มีหน้าและหลัง ‘แต่เป็นทรงกลม’ เนื่องจากเป็นรูปแบบที่มีหลายมิติ หลายมุมให้สื่อสาร ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกหยิบมุมไหนออกมาในจังหวะใดโดยไม่ทำลายแก่นของมัน
วิธีการไม่ใช่ตัวตน
ผลลัพธ์ต่างหากที่สะท้อนตัวตน การจัดการงานจึงเริ่มจาก 3 คำถามพื้นฐาน
- เป้าหมายคืออะไร: คือการรู้ได้ว่าเราอยากได้อะไร
- ตอนนี้เราอยู่ตรงไหน: คือการมองให้เห็นเรามีอะไร ขาดอะไร บริบทแวดล้อมเป็นอย่างไร
- วิธีการคืออะไร: คือคำถามสุดท้ายว่าเราจะไปเป้าหมายได้อย่างไร หรือจะเติมสิ่งที่ขาดนั้นอย่างไร
การสื่อสารและความเชื่อ
ทั้งนี้การสื่อสารที่แข็งเกินไป ไม่เคยสร้างผลลัพธ์ที่ดีบริบทของสังคมและผู้ซื้อเปลี่ยนไปเสมอ จึงต้องเข้าใจพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงนั้นก่อนจะสื่อสาร ในบางครั้งความจริงเพียงอย่างเดียวไม่พอ เพราะความจริงที่ไม่มีคนเชื่อก็มีค่าเท่ากับศูนย์
และศักยภาพจะไร้ความหมายหากไม่มีใครเชื่อ แต่ในขณะเดียวกัน สินค้าก็ต้องมีคุณภาพเพราะเราไม่สามารถหลอกใครได้ตลอดไป หลายครั้งเราอาจกอดความจริงไว้แน่นแต่สื่อสารไม่ดีผลลัพธ์จึงออกมาไม่ดีเช่นกัน
ดังนั้นก่อนตัดสินใจพูดหรือทำอะไร การทำ Social Listening คือการให้เวลาเพื่อเข้าใจจังหวะเพราะผิดจังหวะเพียงครั้งเดียว อาจทำลายความเชื่อมั่นที่สร้างมายาวนาน
เพราะการจะสร้างตัวตนและเครดิตขึ้นมาได้ใช้เวลานานแต่การทำลายมัน ใช้เวลาเพียงไม่นานตราบใดที่เราชัดเจนว่า เราเป็นใคร เราจะเลือกได้เองว่าควรสื่อสารอะไร ในเวลาใด
ท่ามกลางโลกที่ไม่เคยหยุดเปลี่ยน
ท้ายที่สุดแล้ว Brand Identity ไม่ใช่การยืนหยัดแบบไม่เปลี่ยนแปลง แต่คือการเคลื่อนไหวโดยไม่สูญเสียแก่น เพราะในโลกนี้ผู้บริโภค และบริบททางสังคมเปลี่ยนตลอดเวลา แบรนด์จึงต้องปรับตัวให้ทันจังหวะ โดยแยกศิลปะออกจากการตลาดให้ชัด การสร้างความแตกต่างที่มีคุณค่าและสื่อสารบนความจริงที่ผู้คนเชื่อได้เพราะความจริงที่ไม่มีคนเชื่อย่อมไร้ความหมาย
สุดท้ายแล้วเมื่อเราชัดเจนว่าเราเป็นใคร เราจะเลือกได้เองว่าจะสื่อสารมุมไหน ในเวลาใด และรักษาความเชื่อมั่นนั้นไว้ได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงเสมอนั่นเอง
