
เพราะยุคนี้เป็นยุคของ E-Commerce และไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม ครีเอเตอร์ หรือผู้ประกอบการก็จะต้องสู้กับค่า GP หรือค่ายิงแอดแพง ทำให้หลายแบรนด์ที่ควรถูกค้นพบกลับเติบโตลำบากในไทย ซึ่งปัญหานี้เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดแพลตฟอร์มอย่าง ‘Thaimart’ ขึ้นมา เพื่อให้ SME ไทย และผู้ประกอบการทุกคนมีโอกาสขายของไทยเพื่อคนไทย
ทำความรู้จัก Thaimart
ในวันที่ตลาด E-Commerce ไทยเต็มไปด้วยแพลตฟอร์มต่างชาติ อย่างข้อมูลจาก Momentum Works ระบุว่า Shopee, Lazada และ TikTok Shop ครองส่วนแบ่งรวมกันประมาณ 98.8% ของตลาดอีคอมเมิร์ซแบบแพลตฟอร์มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปี 2025
และเงินที่ได้จากการใช้งานก็เข้าแพลตฟอร์มหมด Thaimart จึงถูกสร้างมาเพื่อเป็น Market Place ให้คนไทยได้มีพื้นที่ขายของไทย ให้คนไทย บนแพลตฟอร์มไทยได้ โดย “นอท–พันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
ซึ่ง Thaimart เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 และวางตัวเองเป็นเหมือนกับบ้านหลังแรกของผู้ประกอบการไทย ให้สามารถขายสินค้า ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างประเทศ ที่ปกติแล้วจะไม่สามารถควบคุมอัลกอริทึม หรือค่าธรรมเนียมได้
และ Thaimart ก็ไม่ได้ขายจำกัดแค่สินค้าไทยเท่านั้น เพราะยังเปิดโอกาสให้แบรนด์หรือสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาขายได้ ถ้าสินค้านั้นถูกกฎหมาย มีคุณภาพ และตรวจสอบแหล่งที่มาได้
ทำไมต้องใช้ Thaimart
หนึ่งในจุดเด่นที่ทำให้ Thaimart ถูกพูดถึง ก็คือการฟรีค่า GP ในปีแรก เพราะต้องการช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นต้นทุนในอนาคต และมีช่วงเวลาสำหรับทดลองตลาด สะสมลูกค้า รวมถึงปรับโมเดลธุรกิจก่อนที่ค่าธรรมเนียมจะเพิ่มขึ้น โดยแบ่งเป็นขั้น คือ
- ปีที่ 1: GP 0%
- ปีที่ 2: GP สูงสุด 5%
- ปีที่ 3: GP สูงสุด 8%
- ปีที่ 4 เป็นต้นไป: GP สูงสุด 10%
เพราะปกติร้านค้าจะต้องมีการคำนวณต้นทุนสินค้า บรรจุภัณฑ์ การจัดส่งสินค้า การคืนสินค้า การผลิตคอนเทนต์ แะงบการตลาด ส่วนค่าธรรมเนียมชำระเงินหรือ Payment Fee 3% เป็นค่าใช้จ่ายอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งมีรายงานว่าแพลตฟอร์มยกเว้นให้ถึงสิ้นปี 2569 โดยร้านค้าควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดใน Seller Center ก่อนตั้งราคาเสมอ
นอกจากนี้ Thaimart ยังยืนยันว่าจะไม่เล่นสงครามราคา และไม่ต้องการเติบโตด้วยการแจกคูปอง หรือดึงร้านค้าเข้าสู่ราคาที่แข่งกันถูก แต่ต้องสมเหตุสมผลจากการที่ผู้ขายไม่ต้องบวกค่าธรรมเนียมจำนวนมากเข้าไปในราคาสินค้า
Thaimart ช่วย SME ไทย
ร้านบนหน้าร้านแอป Thaimart จะต้องผ่านการยืนยันก่อนเปิดขาย มีระบบ Return & Refund และทีมสนับสนุนเมื่อเกิดปัญหา ทำให้จุดแข็งของสินค้าใน Thaimart จะมีแต่ขอแท้ และทำให้ผู้บริโภคสบายใจเพราะมีการตรวจสอบที่เข้มงวด ไม่ว่าจะเป็น
- การยืนยันตัวตนและตรวจสอบเอกสารผู้ขาย
- การตรวจใบอนุญาต อย. มอก. หรือมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
- ระบบแจ้งสินค้าต้องสงสัย
- ระยะเวลาจัดการข้อร้องเรียนที่ชัดเจน
- นโยบายคืนเงินและชดเชยผู้ซื้อ
- บทลงโทษร้านค้าที่ละเมิดกติกา
หมวดสินค้าที่ขาย
- อาหารและเครื่องดื่ม
- สุขภาพและความงาม
- แฟชั่น
- ของใช้ในบ้านและสวน
- แม่และเด็ก
- สินค้าสัตว์เลี้ยง
- เครื่องประดับ
- เครื่องใช้ไฟฟ้า
- ยานยนต์
- เครื่องมือช่าง
- กีฬาและกิจกรรม
- งานอดิเรกและของสะสม
- อุปกรณ์สำนักงาน
- อุปกรณ์การแพทย์
- สมุนไพร
- อื่น ๆ
Thaimart App
Seller
- ลดแรงกดดันด้านต้นทุน
- สนับสนุนการสร้างแบรนด์
- ให้ผู้ประกอบการเติบโตไปกับแพลตฟอร์ม
Ecosystem
- มีการจัดการสินค้าปลอม
- รับผิดชอบทุกปัญหาในระบบทันที
- ทำเพื่อผลประโยชน์ของผู้ประกอบการและร้านค้า
Long-term
- สร้างความแข็งแรงให้ SME ในประเทศ
- เป็นช่องทางพา SME ไทยไปตลาดโลก
- คาดใช้เวลา 4 – 5 ปีถึงจุดคุ้มทุน
Thailand Branding Story by Thaimart
จาก Marketplace สู่ Media และ Brand-Building Ecosystem เพราะ Thaimart ไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่ให้แบรนด์หรือ SME มาวางสินค้าขาย แต่ยังเป็นสื่อที่ช่วยเล่าเรื่องราวของแบรนด์ (Brand Storytelling) ให้ผู้คนรู้จักผ่านรายการและอีเวนต์ต่าง ๆ ด้วย
- ช้อปเถิดชาวไทย – Thaimart × ไทยรัฐ: ความร่วมมือกับไทยรัฐช่วยให้แบรนด์ในแพลตฟอร์มเข้าถึงฐานผู้ชมที่กว้างขึ้น ผ่านรายการไลฟ์ที่ให้ผู้ประกอบการเล่าเรื่อง สาธิตสินค้า และตอบข้อสงสัยของผู้ชมโดยตรง
- Thaimart Campus Brand Challenge: กิจกรรมที่ช่วยเชื่อม SME กับนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ ผ่านการนำโจทย์ธุรกิจมาใช้จริง รวมถึงมีการนำไปต่อยอดพัฒนาแนวคิดด้านแบรนด์และการตลาด เพราะไอเดียจะดีอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องรู้จักข้อจำกัดจริงของธุรกิจ ทั้งต้นทุนสินค้า พฤติกรรมลูกค้า และทรัพยากรที่มีอยู่ด้วย
- Thaimart ZAAP On Sale: งานอีเวนต์ที่พาแบรนด์ในแอปออนไลน์ไปพบปะลูกค้าจริง หากนำอินไซต์จากหน้างานกลับไปพัฒนาหน้าสินค้า คอนเทนต์ และโฆษณา กิจกรรมออฟไลน์ก็จะไม่ได้จบลงแค่ยอดขายภายในงาน แต่กลายเป็นพื้นที่วิจัยผู้บริโภคให้กับ SME
Insight from Thaimart
- Marketing: ทำให้คนรู้จักผ่านสื่อ ไลฟ์ ครีเอเตอร์ และกิจกรรมที่พาสินค้าไปอยู่ต่อหน้ากลุ่มเป้าหมาย
- Branding: ทำให้คนเลือกด้วยจุดยืน คุณภาพ ประสบการณ์ และเรื่องราวที่ทำให้สินค้าแตกต่างจากตัวเลือกอื่น
- Trust: ทำให้คนกลับมาซื้อผ่านการรักษาคุณภาพ ส่งสินค้าตรงเวลา สื่อสารอย่างโปร่งใส และรับผิดชอบเมื่อเกิดข้อผิดพลาด
ธุรกิจที่ดี คือธุรกิจที่สร้าง Freedom ให้ผู้ประกอบการ
“ยอดขายคือรายได้ของวันนี้ แต่แบรนด์คือรายได้ของอีก 10 ปี”
- ต้นทุนต่ำต้องมาคู่กับลูกค้าที่ซื้อจริง
ผู้ประกอบการจึงควรติดตามทั้งจำนวนผู้เข้าชม ยอดสั่งซื้อ กำไรต่อออร์เดอร์ และอัตราการซื้อซ้ำ เพราะ GP 0% ช่วยลดภาระได้ แต่ไม่สามารถทดแทน Demand หากผู้เข้าชมน้อยหรือ Conversion ต่ำ
- การมีร้านอย่างเดียวไม่ได้ทำให้แบรนด์แข็งแรง
การเปิดร้านคือการเพิ่มช่องทางขาย แต่แบรนด์จะแข็งแรงเมื่อผู้บริโภคจดจำความแตกต่างได้ ร้านค้าจึงต้องมีภาพจำ และเรื่องราวเพื่อทำให้ลูกค้าเลือก หรือนึกถึงเป็นอันดับแรก
- ข้อมูลมีค่าเมื่อใช้ได้จริงเพื่อเข้าใจลูกค้า
การมี Customer Data จำนวนมากไม่สำคัญเท่าการตอบคำถามทางธุรกิจได้เมื่อลูกค้าต้องการ
- คอนเทนต์ที่ดีควรตอบเหตุผลในการซื้อ
คอนเทนต์ที่ดีจะสามารุถตอบได้ว่าช่วยแก้ปัญหาอะไร แตกต่างอย่างไร โดยเฉพาะแบรนด์ใหม่ที่ยังไม่ดังเพราะความชัดเจนจะช่วยลดความลังเลของผู้ซื้อได้
- วัดผลสินค้าและกำไรก่อนค่อยขยายทีม
ยอดขายที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าธุรกิจแข็งแรงเสมอไป เพราะผู้ประกอบการต้องดูเรื่องกำไรหลังหักต้นทุน การคืนสินค้า ค่าใช้จ่าย และแนวโน้มซื้อซ้ำก่อนเพิ่มสินค้า จ้างทีม หรือขยายงบโฆษณา
โดยสรุปแล้ว “Marketing ทำให้คนรู้จัก Branding ทำให้คนเลือก และ Trust คือการรักษาคำสัญญา” เพราะการสร้างให้ Thaimart กลายเป็น Marketplace ที่มี Data ทำให้รู้จักลูกค้าได้จริง แพลตฟอร์มนี้จึงเป็นหนึ่งในโอกาสสำหรับแบรนด์ที่ต้องการพื้นที่ที่ทำให้ SME ไทยแข่งขันและเติบโตไปด้วยกันได้

