ซึ่งก่อนหน้านี้ Google ก็เพิ่งเปิดตัว Gemini 3 Pro ไปในช่วงปลายปีที่ผ่านมา และได้รับการประเมินว่าเป็นระบบปฏิบัติการ AI ที่มีประสิทธิภาพเป็นอันดับ 1 ส่วนการเปิดตัว Gemma 4 ในครั้งนี้ก็ถือเป็นอีกก้าวสำคัญด้วยเช่นกัน โดย Gemma 4 จะมีทั้งหมด 4 เวอร์ชัน แบ่งตามค่าพารามิเตอร์ ซึ่งเป็นค่าที่ใช้ในการประมวลผลเพื่อสร้างผลลัพธ์ของ AI และสามารถเรียงความสามารถทั้ง 4 เวอร์ชันได้ ดังนี้
- เวอร์ชัน Effective: ขนาด 2 พันล้านพารามิเตอร์ เป็นขนาดที่เล็กที่สุดเพราะใช้กับสมาร์ตโฟน
- เวอร์ชัน Effective: ขนาด 4 พันล้านพารามิเตอร์ ใช้กับอุปกรณ์ที่ต้องการประสิทธิภาพสูง
- เวอร์ชัน Mixture of Experts: ขนาด 26 พันล้านพารามิเตอร์ ใช้สำหรับอุปกรณ์ที่ต้องการประสิทธิภาพจริงจังมากขึ้น
- เวอร์ชัน Dense: ขนาด 31 พันล้านพารามิเตอร์ สำหรับผู้ที่ต้องการใช้ AI ในระบบอุสาหกรรมสเกลใหญ่
โดยการมีเวอร์ชันถึง 4 แบบมาให้ผู้ใช้ ก็เพื่อเพิ่มความหลากหลายในตัวเลือกการใช้ AI ที่ตอบโจทย์ตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงระดับไฮเอนด์ และช่วยให้ทุกคนสามารถเข้าถึง AI ที่ทันสมัยได้ง่ายมากขึ้นด้วย โดยค่าพารามิเตอร์ยังเป็นตัวบ่งบอกถึงศักยภาพในการคิดและเชื่อมโยงคำตอบให้แม่นยำมากขึ้น เพราะยิ่งค่าพารามิเตอร์สูงเท่าไร ก็ยิ่งสามารถคำนวณและสร้างคำตอบได้ดียิ่งขึ้น
ซึ่งโมเดล Gemma 4 ยังมีความสามารถในการประมวลผลวิดีโอและภาพ และบางเวอร์ชันยังสามารถประมวลผลเสียงให้เข้าใจคำพูดของคนได้ แต่ที่น่าสนใจคือยังสามารถสร้างโค้ดแบบออฟไลน์ได้อีกด้วย นั่นหมายความว่าผู้ใช้สามารถทำงานได้แม้ไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต อีกทั้งยังรองรับภาษาทั่วโลกมากกว่า 140 ภาษา
และ Google ยังระบุว่า Gemma 4 แตกต่างจาก AI รุ่นก่อนในด้านความสามารถในการปรับแต่งโดยผู้ใช้ รวมถึงเปิดโอกาสให้นักพัฒนาสามารถนำไปทดลองและปรับแต่งโมเดลเพื่อการใช้งานได้อย่างอิสระมากขึ้น โดยผู้ที่สนใจสามารถทดลองใช้งานได้ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Hugging Face, Kaggle และ Ollama เพื่อทำความเข้าใจเพิ่มเติมได้

