
ในตอนนี้ยอดการวัด ‘Impressions’ บน Instagram ถูกนำออกไปแล้ว และเปลี่ยนมาให้ยอด ‘Views’ กลายเป็นตัวชี้วัดหลักแทนไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์ประเภทไหนก็ตาม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคอนเทนต์วิดีโอนั้นมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงนี้แค่ไหน แต่ก่อนจะไปทำความเข้าใจตัวชี้วัดแบบใหม่ RAiNMaker ก็ได้สรุปมาให้แล้วว่าการทำคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มนี้ต้องรู้อินไซต์อะไรบ้าง
สำหรับ Impressions หรือตัววัดเก่าของ Instagram เป็นการวัดผลจำนวนครั้งในการเห็นโพสต์ที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอของทุกคน และยอด Reach จะติดตามได้เฉพาะยอดที่แอ็กเคานต์มีส่วนร่วมกับโพสต์ได้โดยไม่ซ้ำกัน แต่ Impressions อาจเป็น ‘Vanity Metric’ ที่ตัวเลขไม่ได้บอกข้อมูลเชิงอินไซต์มากนัก
และในปัจจุบันที่คอนเทนต์วิดีโอได้รับความนิยมมากขึ้น หลายแพลตฟอร์มนอกจากจะมีคอนเทนต์วิดีโอหน้าฟีดหรือแท็บแยกออกมาเป็นหลักแล้ว ยอด Views ก็ยังกลายเป็นตัวชี้วัดหลักด้วย แต่สำหรับ Instagram แพลตฟอร์มสำหรับคน Gen Z ที่ได้รับความนิยมทั้ง Post, Stories และ Reels จึงมีอินไซต์หลายอย่างที่ควรอัปเดตกันในปีนี้
Reach vs Impressions vs Views

ก่อนจะมาถึงปี 2025 ยอด Impressions และ Reach นั้นมีความคล้ายกันแบบผิวเผิน แต่ก็มีบทบาทในโลกการตลาดและวัดอินไซต์ที่ต่างกัน
- Impressions: จำนวนครั้งที่คอนเทนต์ถูกเห็น รวมการนับซ้ำจากแอ็กเคานต์เดิม
- Reach: จำนวนครั้งที่เห็นคอนเทนต์อย่างน้อยครั้งเดียว โดยไม่นับซ้ำ
- Views: จำนวนครั้งที่รับชมคอนเทนต์จริง และไม่มีการนับซ้ำ
-
- เป็นตัววัดหลักที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้ง Post, Stories, Reels
- ยอด Views สามารถวัดให้ตรงกันได้มากกว่า
ก่อนเปลี่ยนจาก Impressions ไปเป็น Views

- Feed: นับเมื่อโพสต์ปรากฏขึ้นจอ
- Stories: นับเมื่อมีคนเข้าไปดู
- Reels: นับรวม Autoplay และ Replay จากแอ็กเคานต์เดิม
ย้อนไปในยุคก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นยอด Views เลยทำให้ Instagram Metrics มีตัวชี้วัดที่ยากต่อการเปรียบเทียบ Performance ของครีเอเตอร์และแบรนด์ ทำให้ยอด Impressions ที่มีความจำเป็นน้อยที่สุดต้องถูกนำออกไป แล้วเปลี่ยนมาเป็นยอด Views แทน
ซึ่งทั้งยอด Reach จะช่วยทำให้เห็นอินไซต์ที่มีความเข้าถึงได้ลึกขึ้น และยอด Views จะช่วยให้ทำความเข้าใจอินไซต์ได้ลึกขึ้นเช่นกัน เพื่อจะได้นำไปประเมินได้แม่นยำด้วย
ทำไมต้องเปลี่ยนเป็น Views
- เพราะสร้างมาตรฐานเดียวกันกับคอนเทนต์ทุกประเภท เพราะยอด Views ทำให้สามารถเปรียบเทียบ Performance ได้ทั้ง Post, Stories และ Reels
- นำไปใช้คำนวณค่าโฆษณา เช่น CPM (Cost Per Mille) เนื่องจากยอด Views ช่วยวัดประสิทธิภาพจริงของโฆษณาบน Instagram ได้
- ดูเรื่อง Reach อย่างเดียวไม่พอ เพราะอาจไม่ได้รับชมจริง แต่ยอด Views มีการวัดมาจากจำนวนผู้คนที่รับชมคอนเทนต์จริง
- เชื่อมโยงกับ ROI (Return on Investment) ของแคมเปญว่าการลงทุนที่ลงเงินไปนั้นได้กลับมาเท่าไหร่ และสามารถวัดตัวเลขจากยอด Views ได้โดยตรงเลย เพราะยอด Reach อาจเข้าถึงกว้างมากแต่ไม่ได้ดูจริงเท่าที่ควร
วิธีการวัดจากยอด Views
- วิเคราะห์อินไซต์ว่ามีผู้รับชมคอนเทนต์บ่อยแค่ไหน
- เช็กว่ามีการรับชมซ้ำจากผู้ใช้แอ็กเคานต์เดิมหรือไม่
- เปรียบเทียบกับ Reach เพื่อดูว่ามีการรับชมซ้ำมากน้อยแค่ไหน
Note: สามารถใช้ Views + Reach + Engagement + Conversion เพื่อดูผลลัพธ์การเข้าถึงคอนเทนต์ได้
สูตร Engagement Rate ที่ควรใช้
“Engagement Rate = จำนวนปฏิสัมพันธ์ ÷ จำนวนคนที่เห็นคอนเทนต์”

เพราะในปี 2025 เป็นต้นมาจะต้องเลือกวิธีคำนวณ Engagement Rate ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายและรูปแบบคอนเทนต์มากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีสูตรเดิมที่นิยมใช้อย่าง ‘Engagement ÷ Impressions’ แต่ก็ไม่ได้ตอบโจทย์ผู้คนยุคนี้แล้ว โดยเฉพาะหลัง Instagram ขยับไปใช้ Views เป็นหลัก ฉะนั้นการเลือกตัวชี้วัดมาหารให้ถูกนั้นสำคัญมาก
Views = Interactions ÷ Views
- เหมาะสำหรับ Reels, Stories และคอนเทนต์วิดีโอ
- ต้องมียอดรับชมจริงก่อน ถึงจะคำนวณเอนเกจเมนต์ได้
- วัดว่าผู้รับชมอินแค่ไหน นี่จึงเป็นสูตรที่ดีที่สุดสำหรับการวัดคุณภาพของคอนเทนต์วิดีโอ
🔘 ถ้า Views เยอะ แต่ Engagement ต่ำ → คอนเทนต์ทำให้หยุดดูได้ แต่ไม่ชวนให้มีส่วนร่วมต่อ
🔘 ถ้า Views ไม่เยอะ แต่ Engagement สูง → คอนเทนต์ตรงกลุ่มเป้าหมาย
Reach = Interactions ÷ Reach
- เหมาะสำหรับแคมเปญออแกนิกดึงดูดกลุ่มเป้าหมายใหม่
- วัดได้ว่าผู้คนที่เข้าถึงสนใจพอที่จะมีเอนเกจเมนต์ด้วยหรือไม่
- ใช้กับแบรนด์ที่โฟกัสการเติบโตของ Audience
🔘 Reach สูง + Engagement ต่ำ → การสื่อสารในคอนเทนต์ยังไม่โดน
🔘 Reach ไม่สูง + Engagement สูง → การสื่อสารถูกต้องแต่ในสเกลที่ยังเล็กอยู่
Followers = Interactions ÷ Followers
- ใช้กับ Influencer Marketing ที่วัดจากผู้ติดตาม
- ส่งเสริม Brand Health ในระยะยาว
- เปรียบเทียบได้ Account vs Account
- วัดการแอ็กทีฟของฐานผู้ติดตาม
🔘 Followers เยอะ แต่ Engagement ต่ำ → ผู้ติดตามไม่แอ็กทีฟ
🔘 Followers น้อย แต่ Engagement สูง → มีผู้ติดตามเป็นคอมมูนิตี้แข็งแรง
แต่สูตรนี้ไม่เหมาะกับการวัด Performance ของ Single Post แต่จะเหมาะกับการดูภาพรวมของแอ็กเคานต์มากกว่า
Engagement Rate Tips
ทิปในการทำความเข้าใจเพื่อวัด Performance ของคอนเทนต์บน Instagram
- Engagement Rate ≠ ตัวเลขเดียวที่ควรดู
- Engagement rate จะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อเลือกสูตรให้ตรง
- การใช้สูตรผิด = วิเคราะห์ผิด = ตัดสินใจผิด
- ไม่ใช่แค่ตัวเลขสวย แต่คือตัวชี้วัดการตัดสินใจ
- ใช้ถูกสูตรจะรู้ว่าคอนเทนต์ไหนควรสเกล และโฟกัส Audience แบบไหน
โดยสรุปจากสูตรทั้งหมดแล้ว การวัดคุณภาพของวิดีโอจะต้องใช้ Engagement ÷ Views เพื่อให้ผู้คนได้ ‘ดู’ ก่อน ถึงจะ ‘เอนเกจ’ ได้ ส่วน Engagement ÷ Reach จะใช้ดูว่าคอนเทนต์ทำงานเวิร์กกับ Audience มากน้อยแค่ไหน และวัดพลังฐานแฟนคลับหรือผู้ติดตามด้วย Engagement ÷ Followers เพื่อมองการต่อยอดเป็นคอมมูนิตี้ในระยะยาวได้
Instagram Stories
‘ไม่ได้มีไว้อ่านตัวเลข แต่มีไว้อ่านความรู้สึกของผู้ชม’

ทำให้ Instagram Stories ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์หรือคอนเทนต์เสริมเท่านั้น แต่กลับเป็นเครื่องมือการสร้างยอด Engagement ในเชิงลึกได้นอกจากโพสต์หน้าฟีดปกติ
เพราะ Stories สามารถเป็นพื้นที่รับรู้ความรู้สึกของผู้ใช้แบบ 1-to-1 และวัดพฤติกรรมแบบละเอียดได้มากกว่า เพื่อสะท้อนความรู้สึกขณะนั้นต่อคอนเทนต์
Taps Backward
- จำนวนครั้งที่ผู้ชมแตะย้อนกลับไปดูสตอรีก่อนหน้า
- มีการตีความได้ทั้ง 2 ทาง
- ทางบวก: คอนเทนต์น่าสนใจ มีการอยากดูซ้ำ หรือวิชวลสะดุดตา
- ทางลบ: เล่าเรื่องซับซ้อน หรือวิชวลอ่านไม่ทันเลยต้องย้อนมาดู
🔘 Taps Backward สูง + Replies สูง → คอนเทนต์ดี
🔘 Taps Backward สูง + Replies ต่ำ → คอนเทนต์อาจซับซ้อน
และถึงแม้จะมีการย้อนกลับสูงและยอดการรีพลายสูงแล้วก็อาจจะไม่ใช่ข้อดี หรือหมายความว่าคอนเทนต์ดีเสมอไป เพราะอาจหมายความว่าคอนเทนต์ไม่ชัดเจนก็ได้เช่นกัน ฉะนั้นจึงต้องดูควบคู่ไปกับ Instagram Metrics อื่นเสมอ
Taps Forward
- จำนวนครั้งที่ผู้ชมแตะไปสตอรีถัดไป
- อาจเป็น สัญญาณความเบื่อ หรือ ‘Lack of Relevance’
- คอนเทนต์ยังฮุกไม่พอใน 3 วินาทีแรก
- คอนเทนต์ไม่ตรงตามความสนใจ Audience
เรียกได้ว่าเป็นฟีเจอร์ที่แม้จะไม่ได้ยินเสียงพูดของฟีดแบ็กโดยตรง แต่ก็เป็นอีกตัวชี้วัดที่แสดงความจริงใจต่อคอนเทนต์ได้ว่าคอนเทนต์น่าสนใจหรือไม่
Replies
- จำนวนครั้งที่ผู้ชมตอบ DM (Direct Messages)
- เป็น Gold Metric ของ Stories
- นับเป็นเอนเกจเมนต์ที่แสดงความตั้งใน
- เปิดการคุยแบบ 1:1 ได้
- ใช้สร้างความผูกพันกับแบรนด์ให้เข้าถึงง่าย
🔘 คนที่ Reply Stories = คนที่อินจริง ไม่ใช่แค่ดูแล้วผ่านไป
นับเป็นการวัด Engagement ที่ต้องแสดงความตั้งใจเท่านั้นถึงจะอยากรีพลายไปหาครีเอเตอร์หรือแบรนด์ที่ต้องการได้ เพราะเป็นการเปิดบทสนทนาแบบ 1-to-1 และสะท้อนความผูกพันกับแบรนด์ หรืออยากเพิ่มการเข้าถึงมากขึ้น นี่จึงเป็นโอกาสของแบรนด์ที่จะสร้างความสัมพันธ์กับผู้ติดตามได้หากมีการตอบรีพลายที่สม่ำเสมอ
Exits
- จำนวนครั้งที่ผู้ชมปัดออกจาก Story Mode
- สัญญาณการ ‘ตัดสินใจเพื่อเลิกดู’
- อาจนำไปสู่จุดเสียผู้ชมและผู้ติดตามได้
- ควรทำให้ยอด Exits ต่ำที่สุด
Exits มีความแตกต่างกับ Taps Forward ตรงที่ฟีเจอร์นั้นยังอยู่ใน Stories อยู่ แต่ Exits อาจหมายถึงไม่อยากดู Stories ต่อแล้วได้เช่นกัน ฉะนั้นควรรักษายอดนี้ให้มีตัวเลขต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้
🔘 หากยอด Exits พุ่ง
- เปิด Story ไม่น่าสนใจ
- Flow การเล่าเรื่องไม่ดี
- ดูโฆษณาหรือขายของเกินไป
หากยอด Exits มีตัวเลขที่สูงเกินไป ก็อาจแสดงถึง Flow ในการลงหรือทำคอนเทนต์ของแอ็กเคานต์นั้นอาจจะพังไปด้วย จนเกิดเหตุการณ์ ‘Audience Drop’ ได้
เรียกได้ว่าจาก Instagram Metrics 2026 ทั้งหมดนั้นไม่ควรให้ความสำคัญแค่กับยอด Views เท่านั้น แต่ต้องอ่านความรู้สึกของผู้ติดตามให้เป็น พร้อมปรับการตอบสนองให้แอ็กทีฟมากขึ้น และเน้นสร้างความสัมพันธ์ที่ไม่ใช่แค่ยอด Reach เท่านั้น
และหากมีการดูแค่ยอด Views ก็จะเห็นแค่ ‘คนดู’ แต่ถ้าดู Taps, Reply และ Exits ด้วย ก็จะมองภาพได้กว้างและลึกขึ้นว่าคุณภาพคอนเทนต์ของเราเป็นอย่างไรในวันที่ผู้คนเสพคอนเทนต์เหมือนกันทุกวัน
ที่มา: https://sproutsocial.com/insights/instagram-impressions/