
The Story Thailand จับมือหอการค้าไทย และ Circular Economy Academy by UTCC จัดงานสัมมนา ‘Circular Economy Forum 2026: Sustainability in Action’ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ณ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองและกรณีศึกษาการนำ Circular Economy มาปรับใช้กับภาคธุรกิจ ตั้งแต่การบริหารทรัพยากร การออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการจัดการของเสีย และการเตรียมรับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังเข้ามามีบทบาทต่อการค้าและการแข่งขันในตลาดโลก
โดยงานครั้งนี้ต่อยอดจากความร่วมมือด้านเนื้อหาระหว่าง The Story Thailand หอการค้าไทย และ Circular Economy Academy by UTCC ที่ดำเนินมาตลอดประมาณ 2 ปี ผ่านการรวบรวมกรณีศึกษาจากผู้ประกอบการ 7 ราย ครอบคลุมทั้งธุรกิจขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก พร้อมพัฒนาเป็นบทความและ eBook ในรูปแบบ CE Playbook เพื่อให้ Circular Economy ถูกมองไกลกว่าการรีไซเคิล และสามารถนำไปเชื่อมโยงกับกลยุทธ์ของธุรกิจได้จริง

ซึ่งได้ทาง คุณยุทธนา เจียมตระการ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อม หอการค้าไทย ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ ‘Circular Economy: ความได้เปรียบทางการแข่งขันของธุรกิจในอนาคต’ โดยชี้ให้เห็นว่า Sustainability ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรม CSR ที่แยกออกจากธุรกิจอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อ ต้นทุน การเข้าถึงตลาด และความสามารถในการแข่งขันในปัจจุบัน
พร้อมยกตัวอย่างเรื่องของ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรป ที่สะท้อนว่าประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมกำลังส่งผลโดยตรงต่อการค้า ขณะที่กฎระเบียบอย่าง Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) และ Ecodesign for Sustainable Products Regulation (ESPR) กำลังทำให้ธุรกิจต้องมองตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การใช้ทรัพยากร ไปจนถึงความรับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตของสินค้า
ขณะเดียวกันนั้นทางด้านของ ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธานสถาบันไทยพัฒน์ ได้ขึ้นบนเวทีเพื่อนำเสนอ Global Circularity Protocol for Business เครื่องมือสำหรับวัดและรายงานความหมุนเวียนของวัสดุ โดยมีตัวชี้วัดที่สามารถเชื่อมโยง Circular Economy เข้ากับข้อมูลทางธุรกิจ พร้อมยกตัวอย่างแนวคิด Return on Circularity (ROC) เพื่อสะท้อนผลตอบแทนจากการดำเนินงานด้าน Circularity ในมุมของนักลงทุน
อีกทั้งด้าน คุณปิยะชาติ อิศรภักดี Chief Sustainomist, BiOST, Institute of Systematic Transformation เสนอแนวคิด Sustainomy ที่เชื่อม Sustainability เข้ากับ Economy พร้อมชวนภาคธุรกิจขยับจาก Quantity of Growth ไปสู่ Quality of Growth โดยให้ความสำคัญกับความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านและการสร้าง Capacity Building ภายในองค์กร
นอกจากนั้นภายในงานยังมีกรณีศึกษาจากภาคธุรกิจที่สะท้อนว่า Circular Economy สามารถนำไปต่อยอดเป็นทั้ง การลดของเสีย เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งทาง ‘ไทยยูเนี่ยน’ ได้นำเสนอการดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ SeaChange โดยตั้งเป้าหมายที่ต้องการให้โรงงานขนาดใหญ่ 5 แห่งเดินหน้าไปสู่ Zero Food Loss, Zero Waste to Landfill และ Zero Wastewater Discharge พร้อมเพิ่มการใช้ประโยชน์จากปลาทูน่าในทุกส่วน ตั้งแต่เนื้อ กระดูก หนัง ไปจนถึงหัวปลา เพื่อสร้างมูลค่าให้กับวัตถุดิบได้มากขึ้น
และด้านของ SCGP ก็ไดเนำเสนอการใช้ Design และ Technology เพื่อทำให้บรรจุภัณฑ์ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ตั้งแต่การลดความหนาของกล่องกระดาษ การออกแบบให้สามารถนำไปใช้ต่อเป็น Display หรือของเล่น ไปจนถึงการพัฒนา Mono Material อย่าง Mono PE และ Mono PP เพื่อให้นำกลับมารีไซเคิลได้ง่ายขึ้น
ซึ่งสำหรับผู้ประกอบการที่ร่วมงานนั้น ทางด้านของคุณ คุณปฐมพงศ์ ดีปัญญา CEO และ Co-founder ของ DEZPAX ได้ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบของ PPWR ที่ทำให้ธุรกิจต้องมองเรื่องบรรจุภัณฑ์ละเอียดขึ้น ตั้งแต่การเลือกวัสดุ การออกแบบให้ลดการใช้ทรัพยากร การใช้ Recycled Content ไปจนถึงการเตรียมเอกสารอย่าง Declaration of Conformity (DoC)เพราะการระบุว่า
รีไซเคิลได้ เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องคำนึงถึงระบบคัดแยกและรีไซเคิลที่เกิดขึ้นจริงด้วย
ขณะที่ทางด้านของ TEGH นำเสนอโมเดล Thai Eastern Symbiosis ที่เชื่อมธุรกิจยางพารา ปาล์มน้ำมัน การจัดการกากอินทรีย์ และพลังงานทดแทนเข้าด้วยกัน โดยนำของเสียจากกระบวนการหนึ่งกลับมาเป็นวัตถุดิบของอีกกระบวนการ พร้อมต่อยอดสู่ Waste to Bioenergy และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้
ส่วนของ SC Grand นำเสนอการเปลี่ยนเศษด้าย เศษผ้า และเสื้อผ้าเก่าให้กลับมาเป็นเส้นใย เส้นด้าย และผ้าใหม่ พร้อมตั้งเป้าขยายบทบาทสู่การเป็น Supply Chain Partner ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสร้างระบบ Sustainable Textile Ecosystem
โดยทาง Unilever ประเทศไทย ก็ได้นำเสนอแนวคิด Closing the Loop ที่มองว่าวัสดุหลังการใช้งานยังมีคุณค่า และควรถูกนำกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยขับเคลื่อนผ่านหลัก Reduce, Circulate และ Collaborate พร้อมย้ำว่า “Recyclable ไม่เท่ากับ Recycle” เพราะการออกแบบให้รีไซเคิลได้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น การทำให้ Circular Economy เกิดขึ้นจริงยังต้องมีระบบเก็บกลับ คัดแยก รีไซเคิล และนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่
ดังนั้นแล้วการขับเคลื่อนในระดับประเทศจึงต้องอาศัย 3 ปัจจัยไปพร้อมกัน ได้แก่
- Policy ที่ชัดเจน
- Infrastructure ที่รองรับ
- People ที่เข้ามามีส่วนร่วม ตั้งแต่ผู้บริโภค ธุรกิจ ชุมชน ผู้รวบรวม ไปจนถึงผู้รีไซเคิล
อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานคือการประกาศผลการประกวดคลิปวิดีโอสั้น “Say No to Single Use Packaging” โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อม หอการค้าไทย ร่วมกับภาคีภาคธุรกิจและพันธมิตร
โดยโครงการได้เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ องค์กร และนักศึกษา ถ่ายทอดแนวคิดเรื่องการ ลดใช้ ใช้ซ้ำ รีไซเคิล และเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านคลิปวิดีโอสั้น โดยพิจารณาจากเนื้อหาและการเล่าเรื่อง ความคิดสร้างสรรค์ การสร้างการมีส่วนร่วม และคุณภาพการผลิต

พร้อมทั้งได้ประกาศผลการประกวดรางวัลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น
- รางวัลชนะเลิศและ Popular Vote ได้แก่ นางสาวสุพิชญา แสนปัญญา จากโรงเรียนคลองบางกระทึก
- รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ นายเกียรติศักดิ์ สิงห์งาม จาก Visualize Media Innovation Co., Ltd.
- รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ นางสาวปิยะฉัตร ถมยา จากโรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์
สุดท้ายแล้วงาน Circular Economy Forum 2026: Sustainability in Action ได้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า Circular Economy ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการจัดการขยะหรือการรีไซเคิล แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และการเตรียมพร้อมรับกติกาการค้าโลก
เพราะการทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนเกิดขึ้นจริงจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ไปจนถึงผู้บริโภคและผู้ที่อยู่ตลอดห่วงโซ่ เพื่อรักษาคุณค่าของทรัพยากรให้อยู่ในระบบเศรษฐกิจได้นานที่สุด และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาวนั่นเอง
