Adobe เพิ่ม ‘Generative Media Tool’ ใน Premiere อัปเดต AI ช่วยสร้างวิดีโอ เสียง และเพลงได้ตรง Timeline แถมใช้หลายโมเดลได้ในโปรเจกต์เดียว!

Adobe เดินหน้าดัน AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Workflow การตัดต่อมากขึ้น ล่าสุดเปิดตัวการอัปเดตใหม่ใน Premiere และ After Effects ที่ช่วยลดขั้นตอนการทำงานจุกจิก พร้อมให้ครีเอเตอร์สามารถสร้างคอนเทนต์ด้วย AI ได้โดยตรงจากโปรเจกต์ โดยไม่ต้องสลับไปมาระหว่างโปรแกรม

โดยไฮไลต์สำคัญคือฟีเจอร์ Generative Media Tool ที่เพิ่มเข้าไปใน Premiere เพื่อเปิดให้ผู้ใช้เลือกพื้นที่บน Timeline ที่ต้องการเติมคอนเทนต์ จากนั้นเพียงอธิบายสิ่งที่ต้องการ AI ก็สามารถสร้างวิดีโอและเสียงที่เข้าใจบริบทของงาน พร้อมนำไปแก้ไขและปรับแต่งต่อได้ทันที

Image of new innovations in Premiere and After Effects

ซึ่งสำหรับการสร้างวิดีโอ AI สามารถนำ Reference Frame จากโปรเจกต์มาใช้ เพื่อสร้าง Footage ที่มีภาพและบริบทใกล้เคียงกับวิดีโอที่อยู่รอบ ๆ Timeline ช่วยให้การเติม B-roll หรือภาพที่ขาดหายไปกลมกลืนกับงานเดิมมากขึ้น

แต่ขณะเดียวกันยังมี Generate Sound Effects ที่ให้ผู้ใช้สร้าง Sound Effect ได้จาก Timeline โดยสามารถใช้เสียงของตัวเองเป็นตัวช่วยกำหนดจังหวะ เวลา และความเข้มของเสียงได้ด้วย

และในส่วน Generate Soundscape ที่ยังอยู่ในช่วง Beta สามารถวิเคราะห์วิดีโอได้นานสูงสุด 15 วินาที แล้วสร้างเสียงบรรยากาศและ Sound Effect ที่สอดคล้องกับภาพ พร้อมจัดจังหวะให้เข้ากับการตัดต่อโดยอัตโนมัติ

รวมไปถึง Generate Music ที่สามารถสร้างเพลงต้นฉบับได้หลายรูปแบบ พร้อมปรับ Tempo และการ Loop ได้ โดยเพลงที่สร้างขึ้นสามารถนำไปใช้กับสื่อต่าง ๆ ได้ในเชิงพาณิชย์ตามเงื่อนไขของ Adobe

อีกจุดที่น่าสนใจคือ Adobe ไม่ได้จำกัดผู้ใช้ไว้กับ AI Model ของตัวเอง แต่เปิดให้เลือกโมเดลจากหลายค่ายผ่าน Premiere ทั้ง Adobe Firefly, Google Veo, Kling, Runway และ Luma ทำให้ครีเอเตอร์สามารถเลือกโมเดลให้เหมาะกับลักษณะของงานแต่ละประเภทได้มากขึ้น

นอกจาก Generative Media แล้ว Premiere ยังเพิ่มเครื่องมือ AI Audio ในช่วง Public Beta สำหรับจัดการเสียงที่ซับซ้อนขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Enhance Audio ที่ให้แยกและปรับระดับ Dialogue, Music, Ambience และ Sound Effects ภายในคลิปเดียว รวมถึง Separate Crosstalk ที่สามารถแยกเสียงของคนสองคนที่พูดทับกันออกเป็นคนละ Track ได้

Image of smarter audio in Premiere and After Effects

นอกจากนั้นยังมีฟีเจอร์ Dynamic Auto Ducking ที่ช่วยปรับระดับเสียงเพลงและองค์ประกอบอื่น ๆ ให้สมดุลกับเสียงพูดโดยอัตโนมัติ ลดความจำเป็นในการทำ Keyframe ด้วยตัวเอง

ในขณะเดียวกัน After Effects ก็ได้มีการเพิ่ม AI Assistant ที่ขยายเข้าสู่ Public Beta โดยสามารถสั่งงานด้วยภาษาธรรมชาติ ตั้งแต่จัดระเบียบโปรเจกต์ขนาดใหญ่ที่มี Layer จำนวนมาก แก้ปัญหาทางเทคนิค ไปจนถึงสร้าง Motion Effect และ Expression โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดเอง

อย่างไรก็ตาม AI Assistant ยังสามารถทำงานข้ามทั้งโปรเจกต์ได้ เนื่องจากข้อจำกัดนั้นไม่ได้อยู่แค่ Composition ที่กำลังเปิดอยู่ และช่วยทำงานหลายขั้นตอนที่เดิมอาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงให้เสร็จได้เร็วขึ้น โดยผู้ใช้ยังเป็นคนควบคุมและตัดสินใจว่าจะให้ AI จัดการส่วนไหนของงานนั่นเอง

ทำให้การอัปเดตครั้งนี้กำลังบอกเล่าทิศทางของ Adobe ที่กำลังพยายามเปลี่ยน AI จากการเป็นเพียงเครื่องมือที่ต้องเปิดใช้งานแยก ไปสู่การเป็นผู้ช่วยที่อยู่ภายใน Workflow ของครีเอเตอร์อย่างจริงจังมากขึ้น ตั้งแต่การสร้าง Footage, Sound Effect, Soundscape และ Music ไปจนถึงการตัดต่อ จัดการเสียง และทำ Motion Graphic ในโปรเจกต์เดียว

Image of faster grades, deeper control in Color Mode in Premiere and After Effects

ดังนั้นแล้วเมื่อ AI เข้ามาช่วยลดงานที่ใช้เวลาและแรงลงได้มากขึ้น บทบาทของครีเอเตอร์ก็อาจขยับจากการลงมือทำทุกขั้นตอน ไปสู่การ คิดไอเดีย คุมทิศทาง และเติมเซนส์ความเป็นมนุษย์ให้กับงานมากขึ้นตามกัน ซึ่งน่าจะเป็นอีกหนึ่งทิศทางสำคัญของ Workflow งานวิดีโอในยุค AI ที่น่าจับตามอง

ที่มา: https://blog.adobe.com/en/publish/2026/09/08/generate-create-directly-in-your-timeline-with-new-ai-powered-innovations-in-premiere-after-effects

Copyright © 2026 RAiNMaker. All rights reserved.

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save