InstagramReels

Avatar

Thesky January 13, 2026

Instagram Metrics 2026 แทร็ก Views และ Reach อย่างเข้าใจ

ในตอนนี้ยอดการวัด ‘Impressions’ บน Instagram ถูกนำออกไปแล้ว และเปลี่ยนมาให้ยอด ‘Views’ กลายเป็นตัวชี้วัดหลักแทนไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์ประเภทไหนก็ตาม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคอนเทนต์วิดีโอนั้นมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงนี้แค่ไหน แต่ก่อนจะไปทำความเข้าใจตัวชี้วัดแบบใหม่ RAiNMaker ก็ได้สรุปมาให้แล้วว่าการทำคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มนี้ต้องรู้อินไซต์อะไรบ้าง

สำหรับ Impressions หรือตัววัดเก่าของ Instagram เป็นการวัดผลจำนวนครั้งในการเห็นโพสต์ที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอของทุกคน และยอด Reach จะติดตามได้เฉพาะยอดที่แอ็กเคานต์มีส่วนร่วมกับโพสต์ได้โดยไม่ซ้ำกัน แต่ Impressions อาจเป็น ‘Vanity Metric’ ที่ตัวเลขไม่ได้บอกข้อมูลเชิงอินไซต์มากนัก

และในปัจจุบันที่คอนเทนต์วิดีโอได้รับความนิยมมากขึ้น หลายแพลตฟอร์มนอกจากจะมีคอนเทนต์วิดีโอหน้าฟีดหรือแท็บแยกออกมาเป็นหลักแล้ว ยอด Views ก็ยังกลายเป็นตัวชี้วัดหลักด้วย แต่สำหรับ Instagram แพลตฟอร์มสำหรับคน Gen Z ที่ได้รับความนิยมทั้ง Post, Stories และ Reels จึงมีอินไซต์หลายอย่างที่ควรอัปเดตกันในปีนี้

Reach vs Impressions vs Views

ก่อนจะมาถึงปี 2025 ยอด Impressions และ Reach นั้นมีความคล้ายกันแบบผิวเผิน แต่ก็มีบทบาทในโลกการตลาดและวัดอินไซต์ที่ต่างกัน

  • Impressions: จำนวนครั้งที่คอนเทนต์ถูกเห็น รวมการนับซ้ำจากแอ็กเคานต์เดิม 
  • Reach: จำนวนครั้งที่เห็นคอนเทนต์อย่างน้อยครั้งเดียว โดยไม่นับซ้ำ 
  • Views: จำนวนครั้งที่รับชมคอนเทนต์จริง และไม่มีการนับซ้ำ 
    • เป็นตัววัดหลักที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้ง Post, Stories, Reels 
    • ยอด Views สามารถวัดให้ตรงกันได้มากกว่า 

ก่อนเปลี่ยนจาก Impressions ไปเป็น Views 

  • Feed: นับเมื่อโพสต์ปรากฏขึ้นจอ 
  • Stories: นับเมื่อมีคนเข้าไปดู 
  • Reels: นับรวม Autoplay และ Replay จากแอ็กเคานต์เดิม 

ย้อนไปในยุคก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นยอด Views เลยทำให้ Instagram Metrics มีตัวชี้วัดที่ยากต่อการเปรียบเทียบ Performance ของครีเอเตอร์และแบรนด์ ทำให้ยอด Impressions ที่มีความจำเป็นน้อยที่สุดต้องถูกนำออกไป แล้วเปลี่ยนมาเป็นยอด Views แทน

ซึ่งทั้งยอด Reach จะช่วยทำให้เห็นอินไซต์ที่มีความเข้าถึงได้ลึกขึ้น และยอด Views จะช่วยให้ทำความเข้าใจอินไซต์ได้ลึกขึ้นเช่นกัน เพื่อจะได้นำไปประเมินได้แม่นยำด้วย

ทำไมต้องเปลี่ยนเป็น Views 

  • เพราะสร้างมาตรฐานเดียวกันกับคอนเทนต์ทุกประเภท เพราะยอด Views ทำให้สามารถเปรียบเทียบ Performance ได้ทั้ง Post, Stories และ Reels
  • นำไปใช้คำนวณค่าโฆษณา เช่น CPM (Cost Per Mille) เนื่องจากยอด Views ช่วยวัดประสิทธิภาพจริงของโฆษณาบน Instagram ได้
  • ดูเรื่อง Reach อย่างเดียวไม่พอ เพราะอาจไม่ได้รับชมจริง แต่ยอด Views มีการวัดมาจากจำนวนผู้คนที่รับชมคอนเทนต์จริง
  • เชื่อมโยงกับ ROI (Return on Investment) ของแคมเปญว่าการลงทุนที่ลงเงินไปนั้นได้กลับมาเท่าไหร่ และสามารถวัดตัวเลขจากยอด Views ได้โดยตรงเลย เพราะยอด Reach อาจเข้าถึงกว้างมากแต่ไม่ได้ดูจริงเท่าที่ควร

วิธีการวัดจากยอด Views 

  • วิเคราะห์อินไซต์ว่ามีผู้รับชมคอนเทนต์บ่อยแค่ไหน 
  • เช็กว่ามีการรับชมซ้ำจากผู้ใช้แอ็กเคานต์เดิมหรือไม่ 
  • เปรียบเทียบกับ Reach เพื่อดูว่ามีการรับชมซ้ำมากน้อยแค่ไหน 

Note: สามารถใช้ Views + Reach + Engagement + Conversion เพื่อดูผลลัพธ์การเข้าถึงคอนเทนต์ได้ 

สูตร Engagement Rate ที่ควรใช้ 

“Engagement Rate = จำนวนปฏิสัมพันธ์ ÷ จำนวนคนที่เห็นคอนเทนต์” 

เพราะในปี 2025 เป็นต้นมาจะต้องเลือกวิธีคำนวณ Engagement Rate ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายและรูปแบบคอนเทนต์มากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีสูตรเดิมที่นิยมใช้อย่าง ‘Engagement ÷ Impressions’ แต่ก็ไม่ได้ตอบโจทย์ผู้คนยุคนี้แล้ว โดยเฉพาะหลัง Instagram ขยับไปใช้ Views เป็นหลัก ฉะนั้นการเลือกตัวชี้วัดมาหารให้ถูกนั้นสำคัญมาก

Views = Interactions ÷ Views 

  • เหมาะสำหรับ Reels, Stories และคอนเทนต์วิดีโอ 
  • ต้องมียอดรับชมจริงก่อน ถึงจะคำนวณเอนเกจเมนต์ได้ 
  • วัดว่าผู้รับชมอินแค่ไหน นี่จึงเป็นสูตรที่ดีที่สุดสำหรับการวัดคุณภาพของคอนเทนต์วิดีโอ

🔘 ถ้า Views เยอะ แต่ Engagement ต่ำ → คอนเทนต์ทำให้หยุดดูได้ แต่ไม่ชวนให้มีส่วนร่วมต่อ 

🔘 ถ้า Views ไม่เยอะ แต่ Engagement สูง → คอนเทนต์ตรงกลุ่มเป้าหมาย 

Reach = Interactions ÷ Reach 

  • เหมาะสำหรับแคมเปญออแกนิกดึงดูดกลุ่มเป้าหมายใหม่ 
  • วัดได้ว่าผู้คนที่เข้าถึงสนใจพอที่จะมีเอนเกจเมนต์ด้วยหรือไม่ 
  • ใช้กับแบรนด์ที่โฟกัสการเติบโตของ Audience 

🔘 Reach สูง + Engagement ต่ำ → การสื่อสารในคอนเทนต์ยังไม่โดน 

🔘 Reach ไม่สูง + Engagement สูง → การสื่อสารถูกต้องแต่ในสเกลที่ยังเล็กอยู่ 

Followers = Interactions ÷ Followers 

  • ใช้กับ Influencer Marketing ที่วัดจากผู้ติดตาม 
  • ส่งเสริม Brand Health ในระยะยาว 
  • เปรียบเทียบได้ Account vs Account 
  • วัดการแอ็กทีฟของฐานผู้ติดตาม 

🔘 Followers เยอะ แต่ Engagement ต่ำ → ผู้ติดตามไม่แอ็กทีฟ 

🔘 Followers น้อย แต่ Engagement สูง → มีผู้ติดตามเป็นคอมมูนิตี้แข็งแรง 

แต่สูตรนี้ไม่เหมาะกับการวัด Performance ของ Single Post แต่จะเหมาะกับการดูภาพรวมของแอ็กเคานต์มากกว่า

Engagement Rate Tips 

ทิปในการทำความเข้าใจเพื่อวัด Performance ของคอนเทนต์บน Instagram

  • Engagement Rate ≠ ตัวเลขเดียวที่ควรดู 
  • Engagement rate จะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อเลือกสูตรให้ตรง 
  • การใช้สูตรผิด = วิเคราะห์ผิด = ตัดสินใจผิด 
  • ไม่ใช่แค่ตัวเลขสวย แต่คือตัวชี้วัดการตัดสินใจ 
  • ใช้ถูกสูตรจะรู้ว่าคอนเทนต์ไหนควรสเกล และโฟกัส Audience แบบไหน 

โดยสรุปจากสูตรทั้งหมดแล้ว การวัดคุณภาพของวิดีโอจะต้องใช้ Engagement ÷ Views เพื่อให้ผู้คนได้ ‘ดู’ ก่อน ถึงจะ ‘เอนเกจ’ ได้ ส่วน Engagement ÷ Reach จะใช้ดูว่าคอนเทนต์ทำงานเวิร์กกับ Audience มากน้อยแค่ไหน และวัดพลังฐานแฟนคลับหรือผู้ติดตามด้วย Engagement ÷ Followers เพื่อมองการต่อยอดเป็นคอมมูนิตี้ในระยะยาวได้

Instagram Stories 

‘ไม่ได้มีไว้อ่านตัวเลข แต่มีไว้อ่านความรู้สึกของผู้ชม’

ทำให้ Instagram Stories ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์หรือคอนเทนต์เสริมเท่านั้น แต่กลับเป็นเครื่องมือการสร้างยอด Engagement ในเชิงลึกได้นอกจากโพสต์หน้าฟีดปกติ 

เพราะ Stories สามารถเป็นพื้นที่รับรู้ความรู้สึกของผู้ใช้แบบ 1-to-1 และวัดพฤติกรรมแบบละเอียดได้มากกว่า เพื่อสะท้อนความรู้สึกขณะนั้นต่อคอนเทนต์

Taps Backward 

  • จำนวนครั้งที่ผู้ชมแตะย้อนกลับไปดูสตอรีก่อนหน้า 
  • มีการตีความได้ทั้ง 2 ทาง 
  • ทางบวก: คอนเทนต์น่าสนใจ มีการอยากดูซ้ำ หรือวิชวลสะดุดตา 
  • ทางลบ: เล่าเรื่องซับซ้อน หรือวิชวลอ่านไม่ทันเลยต้องย้อนมาดู 

🔘 Taps Backward สูง + Replies สูง → คอนเทนต์ดี 

🔘 Taps Backward สูง + Replies ต่ำ → คอนเทนต์อาจซับซ้อน 

และถึงแม้จะมีการย้อนกลับสูงและยอดการรีพลายสูงแล้วก็อาจจะไม่ใช่ข้อดี หรือหมายความว่าคอนเทนต์ดีเสมอไป เพราะอาจหมายความว่าคอนเทนต์ไม่ชัดเจนก็ได้เช่นกัน ฉะนั้นจึงต้องดูควบคู่ไปกับ Instagram Metrics อื่นเสมอ

Taps Forward 

  • จำนวนครั้งที่ผู้ชมแตะไปสตอรีถัดไป 
  • อาจเป็น สัญญาณความเบื่อ หรือ ‘Lack of Relevance’ 
  • คอนเทนต์ยังฮุกไม่พอใน 3 วินาทีแรก 
  • คอนเทนต์ไม่ตรงตามความสนใจ Audience

เรียกได้ว่าเป็นฟีเจอร์ที่แม้จะไม่ได้ยินเสียงพูดของฟีดแบ็กโดยตรง แต่ก็เป็นอีกตัวชี้วัดที่แสดงความจริงใจต่อคอนเทนต์ได้ว่าคอนเทนต์น่าสนใจหรือไม่

Replies 

  • จำนวนครั้งที่ผู้ชมตอบ DM (Direct Messages) 
  • เป็น Gold Metric ของ Stories 
  • นับเป็นเอนเกจเมนต์ที่แสดงความตั้งใน 
  • เปิดการคุยแบบ 1:1 ได้ 
  • ใช้สร้างความผูกพันกับแบรนด์ให้เข้าถึงง่าย 

🔘 คนที่ Reply Stories = คนที่อินจริง ไม่ใช่แค่ดูแล้วผ่านไป 

นับเป็นการวัด Engagement ที่ต้องแสดงความตั้งใจเท่านั้นถึงจะอยากรีพลายไปหาครีเอเตอร์หรือแบรนด์ที่ต้องการได้ เพราะเป็นการเปิดบทสนทนาแบบ 1-to-1 และสะท้อนความผูกพันกับแบรนด์ หรืออยากเพิ่มการเข้าถึงมากขึ้น นี่จึงเป็นโอกาสของแบรนด์ที่จะสร้างความสัมพันธ์กับผู้ติดตามได้หากมีการตอบรีพลายที่สม่ำเสมอ

 Exits 

  • จำนวนครั้งที่ผู้ชมปัดออกจาก Story Mode 
  • สัญญาณการ ‘ตัดสินใจเพื่อเลิกดู’ 
  • อาจนำไปสู่จุดเสียผู้ชมและผู้ติดตามได้ 
  • ควรทำให้ยอด Exits ต่ำที่สุด 

Exits มีความแตกต่างกับ Taps Forward ตรงที่ฟีเจอร์นั้นยังอยู่ใน Stories อยู่ แต่ Exits อาจหมายถึงไม่อยากดู Stories ต่อแล้วได้เช่นกัน ฉะนั้นควรรักษายอดนี้ให้มีตัวเลขต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้

🔘 หากยอด Exits พุ่ง 

  • เปิด Story ไม่น่าสนใจ 
  • Flow การเล่าเรื่องไม่ดี 
  • ดูโฆษณาหรือขายของเกินไป

 หากยอด Exits มีตัวเลขที่สูงเกินไป ก็อาจแสดงถึง Flow ในการลงหรือทำคอนเทนต์ของแอ็กเคานต์นั้นอาจจะพังไปด้วย จนเกิดเหตุการณ์ ‘Audience Drop’ ได้

เรียกได้ว่าจาก Instagram Metrics 2026 ทั้งหมดนั้นไม่ควรให้ความสำคัญแค่กับยอด Views เท่านั้น แต่ต้องอ่านความรู้สึกของผู้ติดตามให้เป็น พร้อมปรับการตอบสนองให้แอ็กทีฟมากขึ้น และเน้นสร้างความสัมพันธ์ที่ไม่ใช่แค่ยอด Reach เท่านั้น

และหากมีการดูแค่ยอด Views ก็จะเห็นแค่ ‘คนดู’ แต่ถ้าดู Taps, Reply และ Exits ด้วย ก็จะมองภาพได้กว้างและลึกขึ้นว่าคุณภาพคอนเทนต์ของเราเป็นอย่างไรในวันที่ผู้คนเสพคอนเทนต์เหมือนกันทุกวัน

ที่มา: https://sproutsocial.com/insights/instagram-impressions/

Copyright © 2026 RAiNMaker. All rights reserved.

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save