
Instagram กำลังเพิ่มบทบาทของ Muse ให้เข้ามาช่วยครีเอเตอร์จัดการงานมากขึ้น โดยล่าสุดแอ็กเคานต์ Creator ของ Instagram เผยความสามารถของ Muse AI Agents ผู้ช่วย AI ส่วนตัวที่สามารถเรียนรู้บริบทและความชอบของผู้ใช้ พร้อมเชื่อมต่อกับแอปต่าง ๆ ที่เลือกใช้งาน เพื่อช่วยจัดการงานได้ต่อเนื่อง
โดย Muse จะไม่ได้ถูกวางไว้แค่สำหรับช่วยคิดหรือสร้างคอนเทนต์ แต่ยังสามารถเข้ามาช่วยดูแลงานหลังบ้านของครีเอเตอร์ ตั้งแต่ติดตามดีลงานกับแบรนด์ จัดการข้อมูล วางแผนงาน ไปจนถึงสร้างภาพและวิดีโอ ไม่ว่าจะเป็น
Make It Yours
Muse สามารถจดจำบริบทและความชอบของผู้ใช้ เพื่อปรับรูปแบบการทำงานให้เหมาะกับแต่ละคนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวิธีการทำงาน สิ่งที่ผู้ใช้สนใจ หรือข้อมูลที่ต้องการให้ AI จดจำ นอกจากนี้ยังสามารถปรับชื่อ บุคลิก และความชอบของ Muse ได้ตามต้องการ ทำให้ผู้ใช้สามารถกำหนดลักษณะของผู้ช่วยให้เข้ากับ Workflow ของตัวเองได้มากขึ้น

Connect Your World
Muse สามารถทำงานร่วมกับแอปที่ผู้ใช้เลือกเปิดใช้งาน เพื่อดึงบริบทจากเครื่องมือที่ใช้อยู่จริงมาประกอบการทำงาน ทำให้ AI เข้าใจข้อมูลและ Workflow ของผู้ใช้ได้มากขึ้น โดยผู้ใช้ยังสามารถเลือกได้ว่าจะเปิดหรือปิดการเชื่อมต่อกับแอปใดบ้าง

Keep Up With Brand Deals
สำหรับครีเอเตอร์ที่ต้องรับงานและพูดคุยกับแบรนด์หลายราย Muse สามารถสร้าง Tracker เพื่อช่วยจัดระเบียบข้อมูลจากกล่องข้อความ และรวบรวมโอกาสทางธุรกิจหรือดีลงานกับแบรนด์ไว้ในที่เดียว ทำให้ครีเอเตอร์สามารถติดตามได้ว่างานไหนกำลังอยู่ระหว่างการพูดคุย งานไหนต้อง Follow Up และงานไหนมีโอกาสต่อยอด

Meet Your Everyday Partner
Muse ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การจัดการงานหลังบ้าน แต่ยังสามารถเข้ามาช่วยในงานประจำวันของครีเอเตอร์ ตั้งแต่การวางแผนแต่ละวัน ไปจนถึงการสร้าง Brand Refresh Playbook เพื่อช่วยทบทวนภาพลักษณ์และแนวทางการสื่อสารของ Personal Brand รวมถึงช่วยสร้างภาพและวิดีโอ ทำให้ AI สามารถเข้ามามีส่วนร่วมใน Workflow ตั้งแต่การวางแผนไปจนถึงการผลิตคอนเทนต์

Unplug, Let It Run
อีกหนึ่งความสามารถที่ทำให้ Muse แตกต่างจากการใช้ AI ทั่วไป คือสามารถทำงานต่อเนื่องได้แม้ผู้ใช้จะปิดแอปไปแล้ว โดยครีเอเตอร์สามารถกลับมาตรวจสอบผลลัพธ์หรือดูสรุปงานภายหลังได้ ช่วยลดการต้องอยู่หน้าจอเพื่อคอยติดตามงานตลอดเวลา และเปิดโอกาสให้ AI เข้ามาช่วยดูแลงานที่ต้องทำต่อเนื่องมากขึ้น

สำหรับครีเอเตอร์สาย Instragram แล้วนั้นการเพิ่มเข้ามาของ Muse ก็จะทำให้มีหลายดีลหรือมีงานเข้ามาจากหลายช่องทาง เพราะ Muse สามารถเข้ามาช่วยจัดระเบียบโอกาส Collaboration และดีลงานกับแบรนด์ที่อยู่ในกล่องข้อความ ทำให้เห็นว่างานไหนกำลังคุย งานไหนต้องติดตาม และงานไหนมีโอกาสต่อยอดได้
ซึ่งขณะเดียวกันงาน Routine อย่างการติดตามข้อความหรืออัปเดตข้อมูลก็สามารถให้ AI ช่วยดูแลต่อเนื่องได้ โดยครีเอเตอร์สามารถกลับมาตรวจสอบสรุปผลแทนการต้องคอยเช็กทุกอย่างด้วยตัวเอง
และในส่วนของ Personal Brand ครีเอเตอร์ยังสามารถใช้ Muse เป็นตัวช่วยสร้าง Brand Refresh Playbook เพื่อทบทวนภาพลักษณ์และแนวทางการสื่อสาร รวมถึงนำ AI มาช่วยในขั้นตอนการสร้างภาพและวิดีโอ ทำให้ AI เข้ามาอยู่ใน Workflow ตั้งแต่การวางแผนไปจนถึงการผลิตคอนเทนต์
ทำให้ในอีกจุดที่น่าสนใจคือ Muse จะสามารถทำงานต่อเนื่องได้แบบ 24/7 แม้ผู้ใช้จะปิดแอปไปแล้ว ซึ่งช่วยให้ครีเอเตอร์ไม่จำเป็นต้องอยู่หน้าจอตลอดเวลา และสามารถกลับมาตรวจสอบผลลัพธ์หรือสรุปงานภายหลังได้
แต่อย่างไรก็ตามการใช้งาน Muse ก็ทำให้เรื่องการเข้าถึงข้อมูลกลายเป็นสิ่งที่ครีเอเตอร์ต้องให้ความสำคัญ เพราะ AI สามารถทำงานร่วมกับแอปและข้อมูลที่ผู้ใช้เลือกเปิดใช้งาน ดังนั้นควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่า Muse สามารถเข้าถึงข้อมูลอะไรได้บ้าง และสามารถทำอะไรกับข้อมูลเหล่านั้นได้
โดยเฉพาะแอ็กเคานต์ที่มีทั้งข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลลูกค้า รายละเอียดดีลงาน หรือบทสนทนากับแบรนด์ ควรเลือกเปิดเฉพาะสิ่งที่จำเป็นต่อการทำงาน และตรวจสอบการตั้งค่าการเข้าถึงอยู่เสมอ รวมถึงกำหนดให้ชัดเจนว่างานไหนสามารถปล่อยให้ AI จัดการเอง และงานไหนควรให้ครีเอเตอร์ตรวจสอบก่อน
สุดท้ายนี้การอัปเดต Muse กำลังสะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนว่า AI กำลังขยับจากเครื่องมือที่ช่วยครีเอเตอร์คิดหรือผลิตคอนเทนต์ ไปสู่การเป็นผู้ช่วยที่เข้ามาดูแล Workflow และงานหลังบ้านได้มากขึ้น โดยเฉพาะงานที่ต้องติดตาม จัดระเบียบ และทำซ้ำเป็นประจำนั่นเอง
