Interview

Avatar

miss arisa June 2, 2019

JUST ดู IT สองเพื่อนซี้ Movie Geek ผู้ลงมือทำความฝันให้เป็นจริง

ถ้าพูดถึงเพจรีวิวหนังในใจคุณอาจจะมีหลายช้อยส์จนนึกไม่ออก แต่ถ้าพูดถึงเพจหนังสุด Geek และภาคเสียงเล่นใหญ่ระดับ Epic แล้วล่ะก็คงมีชื่อเดียวในใจ จดอ. JUST ดู IT วันนี้เราได้ตัวสองเพื่อนซี้ แชมป์และเจอร์รี่มาร่วมพูดคุยถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของพวกเขา

RM : ก่อนจะมารวมตัวกันทำ Podcast พูดคุยหนังทั้งสองคนทำอะไรมาก่อน

แชมป์ : แรกเริ่มเราก็เป็นนักศึกษาชอบดูหนังทั่วไป ไม่ได้มีอะไรมากมายนอกจากใช้ชีวิตในโลกออนไลน์บ้าง ตามเว็บบอร์ด ตามเว็บไซต์ ส่วนเจอร์รี่มีทำพวกสายเกมส์มาก่อนด้วย

เจอร์รี่ : ใช่ครับ ก็คือเริ่มมาจากคอนเทนต์ออนไลน์ แชมป์เขาจะอยู่ในสายบล็อกเกอร์ ผมก็จะทำช่อง YouTube เล็กๆของผมเกี่ยวกับภาพยนตร์

แชมป์ : ซึ่งสมัยนั้นก็จะทำเอาใจตัวเอง ไม่ได้เพื่อการค้า ไม่ได้ทำตามกระแสสังคมเหมือนสมัยนี้ ทำตามความชอบไว้หาสังคมของตัวเอง หาคนที่ชอบอะไรเหมือนกันมาพูดคุยกันมากกว่า เริ่มๆมาตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ปี 4 เจอร์รี่อยู่ปี 3 ซึ่งผมที่อยู่ปี 4 เนี่ยก็ต้องทำทีซิส ทำฉายหนังในมหา’ลัย ทำกิจกรรมมากมาย ก็วุ่นวายพอสมควรแต่เราก็คุยกันว่าอยากหาอะไรทำเกี่ยวกับหนัง แต่ปรากฏว่าทุกอย่างมันต้องใช้เวลาพอสมควรในการโปรดักซ์ชั่น จะทำเพจก็ต้องทำกราฟิก ทำรูปนู้นนี่ตลอดเวลา ทำ YouTube ต้องมีตัดต่อ ยิ่งเราเรียนมาเรารู้ว่ามันใช้เวลามากกว่าจะออกมาเป็นหนึ่งคลิป จึงมาลงตัวที่ Podcast ครับ ตอบโจทย์ทุกอย่างครับ มีไมค์ มีปาก มีสมองระบายไปครับ

เจอร์รี่ : ครับ มันแค่ Just Do It จริงๆ ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของ จดอ. Just ดู IT

RM : แล้วทำไมถึงตัดสินใจว่าเราต้องเริ่มเปลี่ยนมาลง YouTube แล้วละ

แชมป์ : ตอนทำ Podcast เนี่ยเราเอาลง Sound Cloud ในช่วง Ep. แรกๆ ไม่กี่ Ep. แล้วก็พบกว่าเราอะชอบมีอ้างอิงถึงหนังเรื่องนู้นเรื่องนี้ แต่ว่าคนดูอาจจะไม่เคยได้ดูเรื่องเดียวกับเรา เค้าอาจจะนึกภาพไม่ออก เราก็เลยคิดว่าเอาคอนเทนต์เป็นเสียงเหมือนเดิมนี่ละ แต่ให้มีภาพประกอบเข้ามาแล้วเอาลง YouTube ซึ่งก็ทำอยู่เกือบปี แต่ไม่ถึงปีนะ เพราะว่าประมาณ 7-8 เดือน ช่องก็โดนบล็อคจาก YouTube ด้วยเหตุผลทางด้านลิขสิทธิ์

เจอร์รี่ : ก็นั่นละฮะ พอเสียงมันไม่ได้ มามีภาพ มีภาพก็มีปัญหาอีก โดยลิขสิทธิ์จากทางประเทศหนึ่ง เราก็เลยโดนปิดชาแนลไปเลย ทำอะไรไม่ถูกเลยฮะช่วงนั้น มานั่งทบทวนตัวเองกันอยู่ยาวมาก เอาข้อผิดพลาดของเรา เอาคำติชมของผู้ชมมาดู

แชมป์ : แล้วก็ศึกษาเรื่องลิขสิทธ์ให้ดีมากขึ้น

เจอร์รี่ : ให้ชัวร์ว่ามันจะไม่ปิดเราอีกครั้งหนึ่งนะ แล้วมารวมเป็นชาแนลใหม่ฮะ คือคนชอบดูแบบกระชับใช่มั้ย เพราะเราชอบคุยๆกันเป็นชั่วโมงตอนอยู่ Podcast

แชมป์ : คนจะบอกว่าชอบพวกเกร็ดความรู้ที่เรามี มันย่อยง่ายแต่ว่ามันยาวไป เราก็เลยเขียนสคริปต์แทนที่เป็นรายการที่จะพูดตามใจ แต่ว่าเนื้อหาก็ยังเป็นสิ่งที่เราอยากจะพูดเหมือนเดิม แค่บีบอัดให้มันครบถ้วนขึ้น ไม่ออกทะเล ทำให้ผลตอบรับมันดีขึ้น แล้วชาแนลก็โตขึ้นเยอะเลย

RM :  จากรายการพูดคุยธรรมดา มาพบกับ Signature การพากษ์เสียงสไตล์ จดอ. ได้ยังไง

แชมป์ : ตอนแรกก็คือเราอะเป็นพวกชอบดูเบื้องหลังหนัง ดูสปอตทีวีทั้งของต่างชาติ ของไทย ถ้าคุณขึ้นบีทีเอสเนี่ยจะล่ะ

เจอร์รี่ : John Wick Chapter 3 วันนี้ในโรงภาพยนตร์ (นึกถึงเสียงเจอร์รี่ในคลิปของ Just ดู IT)

แชมป์ : อะไรแบบนี้ ที่สุดของความมันบลา บลา บลา

เจอร์รี่ : คือจะบ้าคลั่งกับเสียงของน้าเค้ามากเลย

แชมป์ : แล้วเราก็เป็นคนที่ทำคลิปไม่ใช่แล้วก็ออนทิ้งไป เราเป็นคนที่ออนคลิปแล้วกลับมาดูใหม่ ดูซ้ำด้วย แล้วเราก็จะพบว่าเราไม่ชอบส่วนไหน เราอยากปรับอะไร นั่นเป็นคีย์เลยที่ทำให้เราพยายามพัฒนาส่วนต่างๆ ซึ่งบางที่อาจะไม่ถูกใจทุกคน แต่ว่าเราโฟกัสอย่างหนึ่งก็คือเราทำคอนเทนต์ในแบบที่เราอยากดู

เจอร์รี่ : ทำยังไงให้เราดูคอนเทนต์ของเราเองแล้วเราไม่เบื่อ ดูเองแล้วเราไม่อยากกดปิดคลิปของตัวเอง อันนี้คือคีย์หลักเลยที่ จดอ.ทำมาจนทุกวันนี้

แชมป์ : เพราะหลายคนมักจะโฟกัสเรื่อง เฮ้ยเราต้องอยู่ในกระแสก่อน เราต้องเร็วก่อนใคร เราต้องทำให้มันทันใจคนดูก่อน แต่ของเราโฟกัสก่อนว่าเราอยากดูอะไร คุณภาพแค่ไหน เพราะพยายามไปสุดของตรงนั้นที่สุด เท่าที่ในตอนนั้นเราทำได้ ซึ่งทำให้เราค่อนข้างมั่นใจในเรื่องของคุณภาพงาน

RM : พอโปรดักชั่นมันใหญ่ขึ้น จริงจังขึ้น เราแบ่งหน้าที่กันยังไง มีทีมมาช่วยเพิ่มมั้ย

แชมป์ : มันเริ่มจริงจังหลังจากที่เรียนจบเพราะเรามีเวลาเยอะขึ้น ซึ่งเราก็ทำกันแค่ 2 คนอีกเป็นปีเลย จนช่วงหลังมันมีหนังที่เข้าฉายเยอะมาก เราอยากจะทำคอนเทนต์เยอะมาก สุดท้ายเราก็หาเพื่อนๆพี่ๆน้องมาช่วยในส่วนของการตัดต่อ แต่ว่าในส่วนของสคริปต์ ภาพรวมคอนเทนต์ก็ยังเป็นแชมป์กับเจอร์รี่ดูอยู่

เจอร์รี่ : แชมป์ก็ดูเรื่องบท เจอร์รี่ก็ดูเรื่องตัดต่อคอยกำกับให้มันได้มาตรฐานตามที่เราตั้งไว้มั้ย แชมป์เองที่เขียนบทก็ต้องคอยพรู๊ฟข้อมูลทั้งหมดว่ามันถูกต้องหรือเปล่า หรือว่าเล่าแล้วมันสนุกหรือเปล่า

แชมป์ : เพราะว่าแชมป์เคยทำทีมเบื้องหลังในโปรดักชั่นเฮ้าส์มาก่อน ทำงานในวงการบันเทิงมาก่อนก็เลยรู้ว่าต้องมีระบบยังไง จัดสรรงานยังไง ปัจจุบันนี้เราผลิตคอนเทนต์ออกมาถี่และเยอะมากเมื่อเทียบกับจำนวนทีมที่ค่อนข้างเล็กอยู่

เจอร์รี่ : 12-15 คลิป มันอาจจะฟังดูน้อยสำหรับหลายๆคนนะ แบบเดือนละ 15 คลิป แต่ว่าคลิปที่เราตัดเนี่ยใช้เวลาไม่ต่ำว่า 30 ชั่วโมง ซึ่งมันใช้เวลาเยอะ

แชมป์ : แล้วก็จะมีพวกเรื่องของสคริปต์อีก ข้อมูลต่างๆก็ต้องรีเสิร์จเพราะว่าเราไม่ใช่เปิดหาข้อมูลจาก wikipedia เราต้องกลับไปดูหนังบ้าง ดูคลิปสัมภาษณ์ของต่างประเทศบ้าง เราต้องหาหนังสือมาอ่าน ซึ่งบางทีอาจจะไม่ได้มีข้อมูลใหม่ๆมา แต่ระหว่างหาข้อมูลเนี่ยมันจะช่วยในเรื่อง Feeling ซึ่งจะไปช่วยในเรื่องของเสียงพากษ์ด้วย พอเรารู้สึกว่าเรารู้จริง เรามั่นใจ เสียงพากษ์เวลาเราเล่ามันก็จะสนุกขึ้น อินขึ้น

เจอร์รี่ : เหมือนเราเชื่อว่าสิ่งที่เราเล่าเนี่ยมัน Impact เรารู้จริงนะ

RM :ในช่วงแรกที่ยังไม่ได้มีสปอนเซอร์มากมาย มีการเปิดให้ Donate ไปได้ความคิดมาจากไหน

แชมป์ : เวลาเราดูคอนเทนต์เรามักจะดูของต่างประเทศ เราก็จะพบว่าแต่ละประเทศเค้ามีเทรนด์อะไรบ้าง อย่างเช่นช่วงที่ผ่านมาก็จะมี Patreon ซึ่งเราก็พยายามลองเอามาใช้ มาพัฒนาในไทยบ้าง แต่ปรากฏว่าก็ไม่เวิร์ค

เจอร์รี่ : อันนี้ไม่ได้ว่าใคร แต่คนไทยบางกลุ่มก็ยังมีความรู้สึกว่าดูยูธูปมันฟรีทุกอย่าง ไม่จำเป็นต้องเสียงตัง ถ้าจะดูเสียงตังอย่าง  Netflix ก็คิดละว่ามันจะคุ้มกับที่จ่ายหรือเปล่า ก็ไม่แปลกครับ แต่ต่างประเภทโมเดลของการหารายได้แบบ Cloud Funding เนี่ยเค้าฮิตมาก ซึ่งมันเป็นวัฒนธรรมที่ต้องแบบ ปลูกฝังก่อนว่า ศิลปะ หรือ ความคิดสร้างสรรค์ มันมีมูลค่านะ

RM : เริ่มโกอินเตอร์คลิปแรกเป็นอย่างไรบ้าง

เจอร์รี่ : คลิป Moana เป็นคลิปสัมภาษณ์อันแรกของเราที่ทางค่ายดิสนี่ย์เค้าติดต่อมาหาเรา เค้าเฝ้าดูห่างๆมาซักพักว่า ไอ้เด็กสองคนนี้น่าจะโอเค มีความรู้ภาษาอังกฤษ รู้เรื่องหนังจริง ทำให้ดิสนี่ย์เชื่อใจได้ว่าให้ไปสัมภาษณ์กับผู้กำกับเป็นคอลสัมภาษณ์ แล้วก็มีครั้งต่อๆมา จนได้กฤษ์ส่งไปเมืองนอก ไปถึงหน้างานเปิดตัวเลย เค้าก็คงมั่นใจแล้วว่า จดอ.ทำได้

แชมป์ : ซึ่งเราก็โฟกัสว่าเราจะเอาบรรยากาศของเรา คาแรคเตอร์ของเราไปอยู่ในหน้าจอด้วย มันไม่ใช่เป็นการสัมภาษณ์แบบทั่วไปที่เราเคยเห็น เราพยายามทำให้มันแตกต่างด้วย ซึ่งมันทำให้ทั้งคนดูและค่ายให้โอากาสเราอีกในงานถัดๆมา

เจอร์รี่ : เราพยายามบาลานซ์ระหว่างความ Traditional ขนบทางการต้องอย่างนี้นะ กับความแหวกแนวของเราเนี่ยใส่เข้าไปดูซิว่ามันจะออกมาเวิร์คขนาดไหน

แชมป์ : ส่วนการไปสัมภาษณ์ที่ต่างประเทศเนี่ยเราจะรู้ล่วงหน้าอยู่ประมาณ 1-2 เดือน จะมีเมล์มาเชิญว่าคุณว่างหรือเปล่า ระหว่างนี้ถ้าไปประเทศที่มีวีซ่าก็เตรียมเอกสารทำวีซ่า คิดคำถามไว้ล่วงหน้า จะสัมภาษณ์อะไร จะทำอะไรในคลิปนั้น ภายใต้กรอบเวลาที่เรามี 3-4 นาที

เจอร์รี่ : แล้วก็ต้องส่งไปให้ค่ายดูว่าคำถามเหล่านี้ ถามได้หรือเปล่า นักแสดงเขารู้สึกว่าเขาโอเคมั้ยในการตอบคำถาม ไม่ใช่ตอบแล้วอึดอัด พอพรู๊ฟคำถามเสร็จก็ค่อยถึงขั้นตอนการจองตั๋วเครื่องบินต่างๆ

แชมป์ : แต่อย่าลืมว่าตอนที่คิดคำถามมันคือช่วง 1-2 เดือนก่อนหนังจะฉาย ก่อนเทรนด์บางอย่างจะเกิดขึ้น ทำให้เราต้องคาดคะเนด้วยว่าคำถามที่เราคิดใน 1-2 เดือนข้างหน้ามันยังใหม่มั้ย มันยังดีพอมั้ย เพราะเมื่อเค้าคอนเฟิร์มมาแล้วเราก็ต้องถามแบบนั้นเราไปเปลี่ยนไม่ได้ ซึ่งทำให้หลายคนจะเห็นว่าคำถามในคลิปสัมภาษณ์มันจะเป็นคำถามเบสิคหน่อย เพราะว่าเขาจะมีกฏระเบียบมากมาย เช่น ห้ามถามเรื่องส่วนตัว ห้ามถามเรื่องราวที่เกี่ยวกับเนื้อเรื่อง ห้ามถามอะไรที่เป็นความลับ ถึงคำถามจะเบสิค แต่เราก็ใส่ความสนุกลงไป ใส่ความเป็นเนิร์ด เป็น Geek แบบเรา

เจอร์รี่ : อยู่ที่ตัวเราแหละครับ คำถามอาจจะดูเบสิค แต่ว่าการปฏิสัมพันธ์กับนักแสดงเราของไม่เป็นสองรองใคร

แชมป์ : แล้วพอไปถึงที่นู้นก็จะมีเรื่องกฏระเบียบของเวลา มีทีมงานมาคอยดูแลตลอด บางทีไปบางประเทศลงสนามบินเข้าโรงแรม ทำตามกิจกรรมที่เขาวางให้ ตั้งแต่เช้ายันค่ำ สัมภาษณ์เสร็จกลับเลย ไม่ได้ออกไปเห็นข้างนอกก็มี บางทีก็มีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้นตลอดเวลา เช่น อยู่นักแสดงป่วยให้สัมภาษณ์ไม่ได้ หรือติดคิวอื่นๆ กับอีกเคสคือตอนแรกบอกสัมภาษณ์ทีละคน แต่พอถึงหน้างานจริงสัมภาษณ์พร้อมกันเลยทั้งหมดก็มี เจอรี่เคยเจอสัมภาษณ์นักแสดงทีเดียวทั้งหมด 6 คน อะไรอย่างนี้

เจอร์รี่ : เป็นซีรี่ส์ของ Netflix เป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัว ก็โอเคสัมภาษณ์ครอบครัวนี้ล่ะมาหมดเลยทีเดียว

แชมป์ : ความท้าทายอีกอย่างหนึ่งคือเวลา หลายคนคิดว่า โห คงจะได้เข้าไปอยู่กับนักแสดง 10 – 15 นาที ไม่ใช่เลยครับ ส่วนใหญ่เต็มที่เค้าจะมีให้เต็มที่คือ 4 นาที

เจอร์รี่ : อาจจะถึง 5 นาทีแต่ไม่บ่อย คือเป็นงานที่สื่อไปน้อย นักแสดงก็ชิล

แชมป์ : แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ประมาณที่ 3-4 นาที ซึ่งนับตั้งแต่นาทีที่เราบิดลูกบิดประตูเข้าไปเลย ไม่ใช่มานับที่ตอนเริ่มพูดนะ บิดลูกบิดแกร็กมีคนจับเวลาทันที แล้วก็จะมีทีมงานที่รายล้อมอยู่ในห้องมากมาย ตอนดูคลิปสัมภาษณ์คุณอาจจะเห็นว่ามีแค่เรากับนักแสดง แต่ความจริงเบื้องหลังมีทีมงานเป็น 10 คน ที่คอยจับจ้องดูว่าคุณจะทำอะไรผิดหรือเปล่า

เจอร์รี่ : แม้แต่ตัวนักแสดงก็โดนจับตามองว่าจะพูดอะไรสปอยหรือเปล่า

แชมป์ : มีทีมงานคอยยกป้ายว่าเหลือเวลาเท่าไหร่ ซึ่งมันกดดันมาก กับอีกเรื่องคือเรื่องของความปลอดภัย เราจะไม่ได้นั่งติดนักแสดง จนหลายคนคิดว่าเราเอาฟุตคนอื่นมาตัดต่อหรือเปล่า มันมีดราม่าว่าคนมาคอมเมนต์ว่าทำไมเฟรมมันไกลกันจังเลย จริงๆมันเป็นเรื่องของมาตรการความปลอดภัยนี่ล่ะ สุดท้ายเราไปเพื่อไปเอาบทสัมภาษณ์ไม่ใช่ไปเพื่อไปเจอดารา ก็ต้องนั่งตามที่เขาล็อกเฟรมเอาไว้ สังเกตว่าบางเฟรมเหลือที่หัวสูงมากเพราะนักข่าวฝรั่งเขาจะสูงกว่าเราก็ล็อกเฟรมไว้ให้ไม่ว่าใครมานั่งก็จะได้มุมเดียวกัน มันก็เลยออกมาเป็นเฟรมแปลกๆอย่างที่เห็นกัน

RM นอกจากเรื่องของความปลอดภัย เรื่องของเวลา มีอะไรที่ต้องระมัดระวังในการสัมภาษณ์ดาราฮอลลีวูดอีกมั้ย

แชมป์ : ก็จะมีเรื่องการเซล์ฟี่ การให้ของ เรื่องพวกนี้เราต้องแจ้งกับทางทีมงานก่อนทุกครั้ง แม้กับเรื่องเซล์ฟี่ก็ตาม ซึ่งบางครั้งก็ทำไม่ได้ หลายครั้งนักแสดงเขาเลือกที่จะไม่ให้เซล์ฟี่ ไม่ใช่เพราะเขาหยิ่งนะ แต่มันจะมีเรื่องที่วันหนึ่งเขาต้องสัมภาษณ์สื่อประมาณ 20-30 เจ้า ถ้าสมมุติเขาต้องถ่ายรูป 30 ครั้ง บางทีเขาก็จะเหนื่อย

เจอร์รี่ : แล้วก็มีบางครั้งที่มีปัญหาเรื่องสัญญาอะไรต่างๆ เพราะบางงานก็จะมี Photo Booth ที่ต้องซื้อบัตรมาถ่ายรูปกับนักแสดง

แชมป์ : ถ้าเกิดเขาไปถ่ายรูปกับคนนั้นคนนี้แล้วมีโลโก้หรือโปรดักซ์อะไรติดไปในเฟรมมันก็ทำให้เขาผิดสัญญา ผิดลิขสิทธิ์เยอะแยะมากมาย ทุกวันนี้ยิ่งได้ไปทำงานก็ยิ่งอึ้งว่าโหมันมีเรื่องแบบนี้ๆ มีเรื่องใหม่ให้ทึ่งในกฏระเบียบต่างๆพวกนี้

เจอร์รี่ : ไม่ใช่แค่สัมภาษณ์ การไปทำงานแต่ละครั้งกฏระเบียบเรื่องลิขสิทธิ์เนี่ยมันเคร่งเครียดมาก

RM การสัมภาษณ์ครั้งที่ประทับใจที่สุดคือครั้งไหน

เจอร์รี่ : อันนี้เป็นที่ไปเดี่ยว ผมประทับใจงานแรกที่ได้ไปเกาหลีใต้กับ Netflix แล้วได้ไปเจอตัวนักแสดง Joel Kinnaman เรื่อง Altered Carbon เป็นครั้งแรกที่ได้เจอนักแสดงฮอลืวู้ด และเขาเป็นคนที่ไนซ์มากๆ ตอบคำถามเหมือนเพื่อนกัน คุยกันแบบเฮฮา

แชมป์ : หลายครั้งเราจะคิดว่าดาราจะเป็นคนที่อยู่อีกระดับหนึ่งของเรา แต่หลายครั้งเราก็ไปเจอนักแสดงที่ดังมากๆ แต่ว่าเขาติดดินมากๆ เขายินดีที่จะพูดกับเราทุกอย่าง

เจอร์รี่ : ซึ่งก็เป็นอีกเคสหนึ่งที่เราประทับใจ และได้ไปสัมภาษณ์คู่กันมาก เราจดจำได้ดีมาก เพราะนักแสดงเขาเหมือนเป็นเพื่อนเราจริงๆ ยิ่งกว่าเพื่อนอีก นั่นก็คือ Paul Rudd

แชมป์ : คนที่เล่นเป็น Ant Man เป็นอีกหนึ่งคลิปในตำนานของเรา ที่ทำแบบว่าทีมงานดิสนี่ย์เอเชียเองก็ไม่เคยทำมาก่อน ก็คือวิ่งเข้าไปในห้องเข้าแล้วก็กระโดดกอดนักแสดงเหมือนรู้จักกันมาก่อนตั้งที่จริงๆก็ไม่เคยเจอกันเลย ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังไม่เคยแนะนำชื่อกันเลย

เจอร์รี่ : รู้แค่ว่าไอ้เด็กสองคนบ้าๆ ที่วิ่งเข้ามากอด

แชมป์ : ซึ่งถือเป็นงานที่สร้างโปรไฟล์ดีมาก เพราะว่าเป็นคลิปที่สนุกมาก แล้วดาราก็กันเองมาก จนมันทำให้เป็นโปรไฟล์ที่ดีแล้วเราก็ได้โอกาสงานต่อๆไปตามมา

เจอร์รี่ : แล้วในคลิปนั้นก็มีมุขที่ Epic ที่สุดมุขหนึ่ง ซึ่งต้องไปดูกันเอง

แชมป์ : อีกงานหนึ่งอันนี้ที่ไทย ได้สัมภาษณ์ Drew Barrymore กับ Timothy Olyphant จากซีรี่ส์ SANTA CLARITA DIET เป็นคู่นักแสดงที่เราดูผลงานมาตั้งแต่เด็ก อยู่ๆวันหนึ่งได้มาเจอตัวจริง แล้วยังใจดีมากทั้งคู่ แล้วคำถามก็สนุก เพราะบางทีเราสัมภาษณ์นักแสดงภาพยนตร์จะมีเรื่องของเรตติ้งด้วยว่าจะใช้คำหยาบในหนังเรื่องนี้ไม่ได้นะ แต่พอเป็นซีรี่ส์มันจะไม่ค่อยมีกรอบ ทำให้เราพอจะใช้คำหยาบได้ ซึ่งคำหยาบนี้ไม่ใช่จะมาแบบหยาบคาย เรียกว่าเป็นภาษาที่เป็นกันเองมากขึ้น รีแลคซ์ขึ้น ได้ความตลกมากกว่า ซึ่งบางจังหวะนักแสดงเค้าก็อึดอัดเหมือนกันที่พูดกันทางการมาทั้งวัน อยู่ๆเรามาถึงในฟีลสบายๆกับเค้า พี่อยากพูดอะไรพูดได้เลย บางทีนักแสดงก็ชอบ แล้วทำให้รีแอคชั่นกลับมาค่อนข้างดี

เจอร์รี่ : เวลาเราไปสัมภาษณ์เค้าจะจัดอันดับตามชื่อประเทศ T Thailand บางทีมันก็จะค่อนข้างคิวท้ายๆแล้ว นักแสดงก็เริ่มเหนื่อยล่ะ เราก็ต้องหาวิธีที่จะรีเฟรชนักแสดงด้วย

แชมป์ : เป็นความท้าทายหลักเลย ทำไงให้เขาตื่นเต้นกับการสัมภาษณ์กับเรา ซึ่งแต่ละคนก็จะมีเลเวลที่ต่างกันมากๆ และสิ่งที่เราทำได้ก็คือรีเสิร์จดีๆ ไปดูสัมภาษณ์เค้ามาเยอะๆเค้าชอบให้พูดอะไร ทำอะไร หรือไม่ชอบให้เราทำแบบไหน ศึกษาให้ดีแล้วเราก็จะได้ปฏิบัติกับเค้าถูกต้อง

ไม่ใช่แค่เอาคำถามไปเจอเค้าแล้วถามแล้วกลับ เราอยากทำให้เค้ารู้สึกว่าตอนเราไปเจอเค้ามันมีค่ากับเค้าแล้วก็คนดูมากๆ

RM จากโมเมนต์ระหว่างสัมภาษณ์สู่การทำให้ออกมาหน้าจอ

แชมป์ : อย่างที่บอกไปว่าเราพยายามใส่ความสนุก หนึ่งในความสนุกนั้นหลังจากเราไปที่หน้างานต่อมาก็คือ Subtitle เราใช้ภาษาที่เป็นกันเอง เพื่อเอาบรรยากาศตอนที่เราเจอมาใส่ในคลิป เพราะว่าเราก็ดูคลิปสัมภาษณ์มาก่อน ก็จะใช้คำว่า เธอ ฉัน คุณ ผม

เจอร์รี่ : ซึ่งมันไม่ได้สื่อถึงโทนที่สื่อสารกันสักเท่าไหร่ เราดูซับไตเติลหนังเราเข้าใจแหละว่า ทำไมต้องใช้คุณต้องใช้ผม เพราะมันต้องเป็นความหมายที่คนเข้าใจทันที แต่ในเมื่อมันเป็นสัมภาษณ์มันต้องการความบันเทิง มันต้องการโทนที่ชัดเจน อย่างถ้าไปสัมภาษณ์ผู้ใหญ่เราก็ใช้คุณ แต่ถ้าไปสัมภาษณ์นักแสดงวัยไล่ๆกันก็ใช้พี่ใช้น้อง

แชมป์ : หรือจะเป็นนักแสดงสายฮา ที่ตอนพูดเราคุยกันแบบกันเองมากๆ จริงๆมันไม่ได้ฟิกอะไรเลย มีการปรับเปลี่ยนตลอด เหมือนกลับคลิปของเราทุกตัวจะมีโทนที่ชัดเจนแตกต่างกันไปในแต่ละตัว

RM ทิศทางการทำคอนเทนต์ต่อไปของ Just ดู It

แชมป์ : อยากทำเป็นในเชิงขยายคอนเทนต์ เพราะว่าชื่อของเราเนี่ย Just ดู It มันไปได้กว้างมาก มันเป็นไอเดียที่เราคิดแต่แรกเลยว่าเราไม่ได้เป็นคนที่ชอบดูหนังอย่างเดียว เราเป็นคนที่ชอบดูซีรี่ส์ เราชอบดูคอนเสิร์ต เราชอบดูศิลปะ ทำให้อนาคตถ้าเป็นไปได้ เราขยายทีมมากขึ้น สามารถทำคอนเทนต์ได้กว้างขวางมากขึ้น อะไรก็ได้ที่ตาดู อะไรก็ได้ที่ดูแล้วบันเทิง ไม่ว่าจะทางใดทางหนึ่ง มันเป็นคอนเทนต์ที่เราสามารถพูดถึงได้ ไม่ได้หยุดแค่หนัง ตอนนี้ก็มีซีรี่ส์ มีซีรี่ส์ไทยขยับขยายไป

เจอร์รี่ : อย่าหยุดแค่หนัง

แชมป์ : เมื่อก่อนทำกันแค่เป็นงานอดิเรก สนุกขำขัน รู้ตัวอีกทีกลายเป็นงาน

เจอร์รี่ : คือตอนเริ่มยังเรียนอยู่เลย เพิ่งจบ เพิ่งแยกไปทำงานได้ซักพักหนึ่ง พอทำไปเรื่อยๆเงินมันเข้ามา ลูกค้ารายแรกติดต่อจากอเมริกา ลูกค้าไทยก็ตามมา เงินมันก็มากขึ้น แล้วก็มีคนดูที่จับต้องได้จริงๆ

แชมป์ : มันเป็นงานที่เกิดจาก Passion แต่แรก เป็นรายการที่เกิดจากเราทำเอาสนุกแต่แรก แล้วก็ทำมาเรื่อยๆพอเงินมันเข้ามา บางทีไม่รู้ตัว ไม่ได้โฟกัสว่ามันเท่าไหร่ถึงไหนแล้ว

เจอร์รี่ : แล้วเงินที่เข้ามามันก็ย้อนกลับสู่วงการภายยนตร์เหมือนกัน เราดูหนังโดยที่ไม่ต้องกลัวแล้วว่าตั๋วจะแพงเท่าไหร่

แชมป์ : หรือว่าจะซื้อแผ่นแท้ลิขสิทธิ์ ตั้งแต่ทำงานมาตอนนี้มี 500-600 แผ่น ซื้อหนังสือเกี่ยวกับหนัง ซื้อทุกอย่างเพื่อหาข้อมูล เหมือนกับว่าเงินที่มันได้มาจาก Passion สุดท้ายมันก็หมุนเวียนกลับเข้าไปสู่ Passion ที่เราชอบอยู่ดี

มันคือการทำงานที่เรารัก เพื่อจะอยู่กับสิ่งที่เรารักมากยิ่งขึ้น

อย่างพอถ้าเราจะขยายคอนเทนต์ เราก็ต้องขยายทีมงาน ตอนแรกก็ยังไม่ได้คิดเรื่องเปิดบริษัท แต่พอเราได้ 1 ล้าน Subscribes ใน YouTube เราได้นัดเลี้ยงข้าวกันในทีม เราค้นพบว่าตอนนี้เรามีทีมประมาณ 7-8 คนแล้วนะ

เจอร์รี่ : ก็ถือว่าเป็นโปรดักชั่นเฮ้าส์อันหนึ่งได้แล้วนะ

แชมป์ : ใช่ เป็นโปรดักชั่นเล็กๆทีมหนึ่งได้แล้ว โดยที่เราไม่รู้ตัวว่าที่ผ่านมาเราเป็นทีมที่ไม่มีออฟฟิศ เราทำงานโดยออนไลน์ ทุกคนทำงานในพื้นที่ของตัวเอง อยู่ในบ้านตัวเอง อยู่คอนโดอะไรก็แล้วแต่ (ไม่ได้มีออฟฟิศที่เป็น Physical, เจอร์รี่เสริม)  แต่ว่าเรามีเทคโนโลยีการสื่อสาร ซึ่งมันทำใหเราเป็นทีมได้โดยไม่รู้ตัว เราก็เริ่มคิดว่าซักวันหนึ่งเดี๋ยวมันต้องเป็นบริษัท แล้วมันต้องขยายมากขึ้น เพราะว่าลึกๆเราอยากจะพูดอะไรมากกว่านี้ เราอยากทำคอนเทนต์มากกว่านี้ แต่ถ้าคนยังเท่านี้อยู่มันไม่พอต้องโตมากกว่านี้

RM JUST DO IT ยังไงให้ฝันเป็นจริงแบบ JUST ดู IT

แชมป์ : พอมันเป็นโลกออนไลน์ คนจะสนใจสุดคือเรื่องของตัวเลข คนชอบวัดว่าตัวเลขที่สูงสุดต้องเป็นแสน เป็นล้าน Just ดู It เกิดขึ้นจาก คืนแรก 4,000 views และเราตื่นเต้นแทบตายน้ำตาจะไหลกับ 4,000 views เพราะเราเห็นคุณค่าว่าตอนนั้นเรายังเป็นใครก็ไม่รู้ ยังมีคนมาฟังถึง 4,000 คน ตัดมาตอนนี้เป็นล้านคน มันไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน มันเกิดขึ้นจากจุดเล็กๆ ดังนั้นคุณไม่มีทางสำเร็จถ้าคุณไม่เห็นคุณค่าของตัวเลขเล็กๆก่อน ไม่เห็นคุณค่าของคนที่ใส่ใจคุณในกลุ่มเล็กๆก่อน เพราะถ้าคุณเริ่มใส่ใจปุ๊บมันจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆเพราะเค้ารู้สึกได

เจอร์รี่ : เหนือสิ่งอื่นใดนอกจากตัวเลขที่คุณดูบนจอ คุณทำแล้วคุณรู้สึกว่ามีความสุขหรือเปล่า คุณทำแล้วคุณมีความสุขขึ้นวันละนิดหรือเปล่า

แชมป์ : มันจริงๆ คนเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องออกไปทำงาน แต่งานที่ทำมันเลี้ยง Passion เราได้หรือเปล่า ชอบอันไหนทำไปให้สุดก่อน เพราะบางคนคิดว่าทำแล้วมันต้องรอผลประโยชน์ในเวลาอันใกล้ ไม่ใช่เลยฮะ ทำไปเรื่อยๆ

เจอร์รี่ : นี่จดอ.อยู่มาจะ 5 ปี เริ่ม 2015 ไม่ได้เป็นเวลาที่สั้นเลย

แชมป์ : เนี่ยเราใช้เวลา 3-4 ปี ถึงจะล้านซับ มันใช้เวลาดังนั้นอย่าเพิ่งยอมแพ้ง่ายๆ ทำอะไรอยู่ทำไปก่อน

เจอร์รี่ : และจงเป็นผู้เชี่ยวชาญในสิ่งที่ตัวเองรู้ให้สุด แบบสุดทางไปเลย มันจะได้รู้สึกว่าเราภูมิใจ เพราะมีสิ่งที่เราจะยึดมั่นในชีวิตละ และสามารถต่อยอดกับมันได้มันเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจมากนะ RM