ส่วนในด้านความสามารถหลักของ Spark จะมาพร้อมกับฟีเจอร์มาตรฐานในยุค 2026 อย่างฟีเจอร์ Instant และฟีเจอร์ Thinking โดยในส่วนของฟีเจอร์ Thinking นี้จะให้เวลามากกว่า AI อื่นในการวิเคราะห์ Prompt ต่าง ๆ แต่มีข้อดีคือระยะเวลาที่นานขึ้นจะช่วยให้ข้อมูลที่ได้มีความรอบคอบเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกันซึ่งใกล้เคียงกับ AI จากค่ายอื่น เช่น Anthropic ที่เคยเปิดตัว AI อย่าง ‘hybrid reasoning’ ใน Claude Sonnet 3.7 เมื่อปี 2025 ที่ผ่านมา
ส่วนทาง Meta เองก็มีความตั้งใจจะพัฒนา AI ในสนามการแข่งขันเทคโนโลยีนี้ด้วยเช่นกัน โดยมีแผนในอนาคตที่จะเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ในชื่อ Contemplating แต่จะมีความสามารถอะไรบ้าง ต้องรอการอัปเดตจากผู้พัฒนาอีกครั้ง
กลับมาที่ฝั่งของ Spark ในปัจจุบัน Meta ได้ออกแบบ AI ตัวนี้มาให้ใช้งานร่วมกับ AI ตัวอื่นได้ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถจัดการงานที่ซับซ้อนได้มากขึ้น และยังมีการทำงานแบบมัลติที่วิเคราะห์ได้ทั้งภาพ เสียง และวิดีโอ ซึ่งจะมีความคล้ายกับ Google Lens ที่ให้ผู้ใช้ถ่ายภาพและพิมพ์ Prompt เพื่อถามข้อสงสัยเกี่ยวกับภาพนั้นได้
และในยุค 2026 ที่การแข่งขัน AI จากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำทั่วโลก โดยเฉพาะการอัปเดตที่เกี่ยวข้องกับการชอปปิงก็กลายเป็นจุดเด่นสำคัญอีกอย่างด้วย เพราะทาง Spark เองก็มีความสามารถในการเปรียบเทียบสินค้า ช่วยให้ผู้ใช้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ซึ่งน่าจะถูกใจสายชอปอย่างแน่นอน
สำหรับ Spark ในตอนนี้ Meta เปิดให้ใช้งานแล้วผ่านทาง Meta AI และเว็บไซต์ meta.ai โดยเริ่มมีการอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ ๆ มาเป็นลูกเล่นให้ผู้ใช้มากขึ้นในประเทศสหรัฐฯ ก่อน เพื่อเป็นการดูผลตอบรับที่ตามมา ก่อนจะขยายวงกว้างสู่ต่างประเทศ ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มอื่นอย่าง Facebook, Instagram และ WhatsApp ในอนาคตด้วย

