
กสทช. หรือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เดินเกมรุกสื่อดิจิทัลเต็มรูปแบบ เตรียมนำแพลตฟอร์ม ‘OTT’ เข้าสู่ระบบกำกับดูแล พร้อมปั้น ‘National Streaming Platform’ เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของอุตสาหกรรมสื่อไทย รับมือจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อใบอนุญาตทีวีดิจิทัลกำลังจะหมดอายุในปี 2572
โดย น.ส.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. เปิดเผยว่าในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานที่กำกับดูแลบริการ OTT โดยตรง ส่งผลให้เกิดปัญหา Fake News และคอนเทนต์ไม่เหมาะสมจำนวนมาก แม้ที่ผ่านมา กสทช. จะได้รับเรื่องร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง แต่ยังติดข้อจำกัดด้านอำนาจทางกฎหมาย
การขยับครั้งนี้จึงเป็นการปิดช่องว่างของระบบ โดย กสทช. เตรียมจับมือกับหน่วยงานพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็น ETDA หรือ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) เพื่อสร้างกลไกจัดการเนื้อหาที่ผิดกฎหมายได้รวดเร็วขึ้น อย่างไรก็ตามแนวทางกำกับจะเน้นไปที่ตัวแพลตฟอร์มเป็นหลัก ไม่ได้มุ่งควบคุมฝั่งครีเอเตอร์หรือผู้ผลิตคอนเทนต์โดยตรง
ขณะเดียวกันหมากสำคัญคือการผลักดัน National Streaming Platform ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มกลางของประเทศ รองรับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงหลังปี 2572 ที่ใบอนุญาตเดิมจะสิ้นสุดลง เพื่อให้ยังสามารถกระจายคอนเทนต์และเข้าถึงผู้ชมได้ในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปสู่โลกออนไลน์เต็มตัว
นอกจากนี้ กสทช. ยังมีแผนเจรจากับผู้ผลิต Smart TV เพื่อดันให้ช่องทีวีดิจิทัลของไทยถูกแสดงบนหน้า Home Screen ของอุปกรณ์โดยตรง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการ แย่งพื้นที่สายตาจากแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งต่างชาติที่กำลังครองพฤติกรรมผู้ชม
สำหรับความคืบหน้า บอร์ด กสทช. เตรียมประชุมต่อเนื่องหลังสงกรานต์ วันที่ 21-22 เมษายนนี้ เพื่อจัดทำ Action Plan ภายใต้แผนแม่บทกิจการโทรทัศน์และการแพร่ภาพและเสียง (2569-2573) ให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม
และการเคลื่อนไหวของ กสทช. ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การกำกับ แต่คือการรีเซ็ตโครงสร้างอุตสาหกรรมสื่อไทยครั้งใหญ่ จากยุค Broadcast สู่ Platform Economy อย่างเต็มตัว และคำถามสำคัญต่อจากนี้คือ ใครจะครอง Distribution ในวันที่คอนเทนต์ไม่ใช่ปัญหา แต่ช่องทางเข้าถึงคนดูคือเกมจริงที่ต้องแย่งชิง
ท้ายที่สุดในวันที่เส้นแบ่งระหว่างทีวีและสตรีมมิ่งเริ่มเลือนหาย การมี National Platform อาจเป็นหมากสำคัญของประเทศในการรักษาอธิปไตยทางสื่อ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็ต้องจับตาว่าจะสามารถแข่งขันกับแพลตฟอร์มระดับโลกได้มากแค่ไหน ในเกมที่ไม่ได้วัดแค่กติกา แต่คือประสบการณ์ผู้ใช้ที่เป็นตัวตัดสินทั้งหมดนั่นเอง
