News

Avatar

Nutn0n February 14, 2018

เปิดใจเพจรีวิวอาหารดัง เพนกวิ้นรีวิว และสรุปทุกเรื่องที่ควรรู้ก่อนเป็น Food Blogger

ในยุคนี้การตลาดแบบ Influlancer น่าจะมาแรงจนทุกแบรนด์ต้องเรียกร้องหา “เสียงจากลูกค้า” เพื่อมาตอกย้ำความเจ๋งของแบรนด์ตัวเอง หนึ่งในนั้นก็คือธุรกิจอาหาร ทำให้ปัจจุบันมีอาชีพใหม่ที่เรียกว่า Food Blogger หรือนักรีวิวอาหารนั่นเอง หลายคนอาจจะมองว่างานนี้ แค่กิน ๆ ถ่าย ๆ ก็ได้งานได้เงินแล้ว แต่จริง ๆ แล้วกว่าจะมาเป็น Food Blogger ที่ดีและมีคนติดตามเป็นที่ชื่นชอบจากทั้งฝั่งแบรนด์และฝั่งลูกค้านั้น กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง แล้วถ้าอยากเป็น Food Blogger ต้องมี Mindset อย่างไร

ทีมงาน RAiNMaker มีโอกาสได้คุยกับ น้องมุก สาวมหาลัยปี 4 เจ้าของเพจ พนกวิ้นรีวิว GuinHungry ที่ปัจจุบันมียอดผู้ติดตามกว่าสามแสนไลค์บนเฟสบุ๊ค และเป็นหนึ่งใจเพจรีวิวอาหารที่คนพูดถึงมากที่สุดในประเทศไทย เบื้องหลังของเธอกับเพจเพนกวิ้นรีวิวนั้นจะเป็นอย่างไร น้องมุกพร้อมจะมาเปิดใจเล่าทุกเรื่องราวของ Food Blogger งานที่หลายคนมองว่าง่ายว่าจริง ๆ แล้วง่ายหรือเปล่า และถ้าจะเริ่มต้นรีวิวอาหารควรทำอย่างไร

เริ่มต้นยังไง ตอนนั้นเพจรีวิวอาหารเยอะไหม แล้วคิดไว้ไหมว่าทำแล้วจะปัง

เริ่มต้นการรีวิวอาหารครั้งแรกจากใน IG มาก่อน ตอนที่เปิดเพจครั้งแรกรู้สึกแค่ว่าอยากมีที่ที่นึงที่เก็บรูปภาพอาหารที่เราไปกินแค่นั้น ไม่ได้อยากจะดังอะไรเลย ตอนนั้นที่เริ่มทำอยู่ในช่วงปี 1 จะขึ้นปี 2 ก็เริ่มต้นทำใน Instagram ก่อนโดยคิดชื่อกะเพื่อนว่าอยากใช้ชื่อประมาณว่าเพนกวิ้น ดูน่ารัก กลม ๆ หิว ๆ ดี ตอนที่เริ่มทำก็เขียนโพสลงในเด็กดีด้วยว่าเราไปกินร้านนี้มากนะ จากนั้นก็ได้คนติดตามมาเรื่อย ๆ

งานแรกที่ทำแล้วได้เงินคือตอนไหน ตอนนั้นทำอะไรบ้าง แล้วทำไมเขาถึงสนใจเรา

งานแรกเป็นงานที่รับใน IG ไม่คิดอะไรมาก เป็นการจ้างรีวิวแบบง่าย ๆ ตอนนั้นแค่ 500 บาทก็รับแล้ว ในช่วงนั้นเป็นร้านอาหารแนว Delivery และอีกอย่างก็คือช่วงนั้นเป็นช่วงที่ก็เริ่มมี Influlancer ดัง ๆ เยอะแล้ว ส่วนตัวติดตาม Food Blogger ใน IG เป็นหลักอยู่แล้ว ก็ดูแนวทางของเขา ซึ่งตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจให้มาเป็นงาน อย่างที่เล่าไปก็แค่ตั้งใจให้เป็นเพจโพสรวมสิ่งที่เราไปกินมาแค่นั้น แต่สุดท้ายก็กลายมาเป็นงานที่ได้เงินได้

หลายคนชอบมองว่าแค่ถ่าย ๆ กิน ๆ บ่นลงเฟสแล้วก็จบจริง ๆ แล้วต้องทำอะไรบ้าง

จริง ๆ ถ้าจะมองว่ากินแล้วก็ถ่ายรูปแบบนั้นก็ได้นะ ก็เหมือนกับคนเราเวลาไปกินข้าวก็จะชอบถ่ายรูปอาหารโพสลงใน Social Media แต่ถ้าพูดถึงเบื้องหลังจริง ๆ ก็จะเป็นเกี่ยวกับการดูแลลูกค้าจัดงานลูกค้า ก็จะเพิ่มในส่วนนี้เข้ามาตั้งแต่การบรีฟงาน ตีโจทย์ และคิดคอนเซปในการทำงานของเรา สิ่งสำคัญเลยคือการคิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ต้องแก้ให้ออกจริง ๆ ณ หน้างานเลย ถ้าลูกค้าไม่ได้ส่งรายละเอียดมาให้ก่อน คนที่จะทำงานแบบนี้ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เป็น แล้วก็จะมีงานพวกงานเบื้องหลัง ตัดต่อวิดีโอ แต่งรูป ที่เราต้องทำได้ ลากยาวจนไปถึงการดู Feedback ต่าง ๆ ดูเพจ อ่านคอมเม้น แล้วก็เอา Feedback ที่ได้ไปปรับปรุงการทำงานในครั้งหน้า ก็อาจจะต้องมีการทำ Plan บ้าง แต่ก็ไม่ได้มากมายขนาดนั้น

เคสลูกค้าที่ชอบมาก ทำไมถึงชอบ อะไรคือความฟินขั้นสุด

ไม่ได้มีเคสที่ประทับใจกับลูกค้ามากขนาดนั้น เราชอบลูกค้าชอบที่ได้ทำงานร่วมกับเขาแต่สิ่งที่ทำให้ฟินมากที่สุดก็คือการได้อ่าน Feedback จากคนที่อ่านเพจเรามากกว่า เช่นเวลาเรารีวิวแล้วคนอ่านเพจไปกินแล้วพอเขารู้สึกว่าชอบเขาก็จะทักมาขอบคุณ หรือบางทีก็ทักมาถามทางว่าร้านไหนไปยังไง แบบนี้ก็จะทำให้เรามีความสุขและมีกำลังใจมาก

เรารีวิวร้านแนวเดียวกันมีปัญหาหรือเปล่า

ก็ไม่ถึงขนาดว่ารับไม่ได้เลย จะเป็นเรื่องการแบ่งช่วงเวลามากกว่า จริง ๆ ตอนบรีฟเขากจะถามว่าจะลงห่างระยะเวลาประมาณเท่าไหร่ เราก็ต้องบอกช่วงเวลาเขาไปว่าเราจะลงเว้นช่วงระยะเวลาเท่านี้นะ อย่างกรณีถ้าเราเคยลงรีวิวให้ร้าน Pizza A อันนี้เราก็ลงให้ Pizza B ได้นะ  เป็นเรื่องของการเว้นช่วงเวลาให้เหมาะสมก็พอ หีิอให้เขาได้เข้าใจแล้วเขาก็จะเป็นคนตัดสินเองว่าโอเคไหม ซึ่งโดยรวมแล้วก็ไม่มีปัญหา เพราะเราป็น Blogger เราไม่ใช่ Agency เราจะลงอะไรก็ได้ ไม่ผูกมัดอยู่แล้ว นี่ก็เป็นข้อดีของการที่เราป็น Blogger

เรามีวิธีสร้างเอกลักษณ์ยังไง ในยุคที่โปรดักชั่น การเข้าถึง แทบจะเท่าเทียบกันหมด

จริง ๆ การทำคอนเท้นก็ต้องเจอปัญหาด้านการสร้างเอกลักษณ์อยู่แล้ว ทุกวันนี้ก็ถามตัวเองอยู่ตลอดพยายามจะ Define ตัวเองว่าสิ่งที่เราเป็นคือยังไง เราทำอะไร อะไรที่เป็นของเรา อย่างคอนเท้นของเราก็จะเป็นคอนเท้นบ้าน ๆ ถ่ายรูปปกติ โปรดักชั่นไม่ยิ่งใหญ่อะไรมาก เคยถามประเด็นนี้กับคนอื่นเหมือนกัน เขาก็จะชูด้านที่เป็นความเรียล ความบ้าน ๆ นี่แหละ อันนี้คือภาพลักษณ์ที่เราอยากจะส่งไปให้คนอื่นได้เห็น

กินเยอะแบบนี้ขอถามเรื่องสุขภาพหน่อย เคยเข้าโรงพยาบาลบ้างไหม หรือห่วงเรื่องน้ำหนักขึ้นหรือเปล่า

ออกกำลังกายตลอด ห่วงเรื่องน้ำหนักเหมือนกันแหละ (ฮา) ส่วนเรื่องเข้าโรงพยาบาลที่เข้าเพราะไปรีวิวยังไม่มีนะ เคยมีแต่เป็นกรณีว่าไปกินข้าวกับเพื่อนแล้วก็อาหารเป็นพิษเองมากกว่า ดันไปลองอะไรแปลก ๆ เอง ไม่ได้มาจากเรื่องงาน แต่ก็ดูแลสุขภาพนะอย่างที่ว่าก็ออกกำลังกายอยู่ตลอด

ช่วงนี้ใคร ๆ ก็เจอ Facebook ลด Reach เล่าให้ฟังหน่อยตอนนี้เพจยังสุขภาพดีอยู่หรือเปล่า

เราต้องปรับมุมมองมากกว่า ถ้าเราจะใช้ Platform ของ Facebook เราไม่สามารถไป Control อะไร Mark Zuckerberg ได้อยู่แล้ว เราควบคุมปัจจัยพวกนี้ไม่ได้ วิธีการของเราคือไม่ต้องไปสนใจหรือตื่นตระหนกอะไรกับมันมาก เราทำสิ่งที่เราควรจะทำ ทำยังไงก็ได้ให้ลูกค้ายังติดเราอยู่ แล้วคนที่ติดตามเราก็ยังติดตามเราอยู่ กระตุ้นให้คนมาคอมเม้นมาแชร์อะไรเหมือนเดิม นั่นคือสิ่งที่เราทำได้แล้วเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ส่วนหนึ่งก็แอบมอง Platform อื่น ๆ ไว้บ้าง แต่ก็ขึ้นอยู่กับเสกลและกำลังที่มีอยู่ด้วย อย่างตอนนี้ก็ทำทุกอย่างแทบจะคนเดียวเลย

อะไรคือเทคนิคที่สำคัญที่สุดของเพจกวิ้นรีวิว

สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเป็น Blogger ไม่ว่าจะสายไหนก็ตามมันคือการ Weight หรือการให้น้ำหนักที่เราต้อง Blance กันระหว่างฝั่งของงานกับฝั่งของความเป็นตัวเอง ฝั่งของงานก็จะเช่นเราจะทำตามความต้องการของลูกค้ายังไง ทำตามความต้องการของคนอ่านยังไง แต่ก็ต้องดูเรื่องความเป็นตัวเองด้วย หลายอย่างก็คือพูดไปตรง ๆ เลยว่างานแบบนี้เรารับไม่ได้จริง ๆ นะ เพราะมันขัดกับแนวทางเพจของเรา เราต้องพยายามหาจุดที่สองสิ่งนี้คือความเป็นตัวเองกับการสนองความต้องการฝั่งธุรกิจเราก็จะเป็น Blogger ที่ดีได้

สุดท้ายแล้วมองแนวโน้มในอนาคตของการรีวิวอาหาร ทั้งฝั่งร้านค้า และฝั่งการทำคอนเท้นยังไง

มุมมองที่ร้านส่งออกมากับมุมมองที่ Blogger ส่งออกมามันต่างกันอยู่แล้ว สิ่งที่แบรนด์ออกมาพูดกับสิ่งที่คนกิน (หรือ Blogger) ออกมาพูดต่อให้เป็นสิ่งเดียวกันความรู้สึกมันก็จะแตกต่างกัน และแน่นอนว่าจะผ่านไปอีกซักกี่ปีเราก็เชื่อว่ามันก็ยังจะต่างกันอยู่ ส่วนทิศทางของร้าน ร้านควรทำตัวเองให้แข็งแกร่งก่อน Blogger มีส่วนช่วยในการขยายฐานลูกค้าหรือชักนำไปสู่การซื้อก็จริง แต่หลัก ๆ ก็ต้องเริ่มต้นที่แบรนด์ของร้าน ร้านต้องอยู่ด้วยตัวเองให้ได้ก่อน ร้านไม่สามารถดังหรือมีคนไปกินเยอะได้เพราะ Blogger อย่างเดียว

สมัยนี้คำว่ารีวิวมันเกร่อมาก บางคนอาจจะมองว่าทำร้านอาหารหรือธุรกิจอะไรก็ตามแค่มีคนมารีวิวดี ๆ อวย ๆ ก็ดังได้แล้ว ใคร ๆ ก็ทำได้ แต่ลองนึกดูว่ามีกี่ร้านที่ปิดไปเพราะฐานของมันแกร่งไม่พอ เรื่องแบบนี้ Blogger ช่วยไม่ได้ เรามีหน้าที่ตีแผ่และขยายให้มันใหญ่ขึ้นมากกว่า

นับว่าน่าสนใจมากทีเดียวสำหรับแนวคิดและวิธีการของมุก จากเพนกวิ้นรีวิว ด้วยเหตุนี้เธอถึงได้กลายมาเป็นหนึ่งใน Food Blogger ที่ขึ้นชื่อด้านความเรียล และด้วยคติประจำใจของเธอว่าบล็อกเกอร์ไม่ได้ถูกจ้างมาอวยนะ ด้วยวิธีการทำงานที่ตรงไปตรงมาและจริงใจนี้ จึงไม่แปลกใจว่าทำไมเพจเพนกวิ้นรีวิว ถึงได้มีผู้ติดตามบน Facebook มากกว่า 300,000 ไลค์ และมุกกับเพจเพนกวิ้นรีวิวของเธอ ก็จะยังคงอยู่บนโลกออนไลน์คอยบอกเล่าเรื่องอาหารเด็ด ๆ ให้กับพวกเราต่อไป