เพราะผลกระทบในวงกว้างทั้งจากการขนส่งและการค้า ทำให้ค่าครองชีพต้องขยับตัวตามไปด้วย Wisesight Thailand จึงได้สรุปประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นผ่านการสำรวจของ Zocial Eye ระหว่างวันที่ 1 – 19 มีนาคม 2569 ซึ่งมีความน่าสนใจ ดังนี้

- อันดับ 1 Facebook: แพลตฟอร์มหลักในการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาน้ำมันสูงถึง 65.46% และมียอด Engagement สูงถึง 36 ล้านครั้ง
- อันดับ 2 YouTube: เป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 2 อยู่ที่ 12.34% โดยส่วนใหญ่เป็นคอนเทนต์วิดีโอวิเคราะห์ข่าวเชิงลึก
- อันดับ 3 TikTok: มียอดการค้นหาอยู่ที่ 5.79% แต่กลับสร้าง Engagement สูงกว่า 50 ล้านครั้ง อาจเรียกได้ว่าเป็นแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพสูงในการกระจายข่าวสารมากกว่าอันดับ 1 อย่าง Facebook
ไม่เพียงแค่นี้ Wisesight Thailand ยังมีการเสนอประเด็นหลักทั้ง 5 ข้อที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับเหตุการณ์ในครั้งนี้อีกด้วย ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญตามนี้
ประเด็นที่ 1. เสียงระเบิดในตะวันออกกลางกับความตึงเครียดที่ยังดุเดือดอย่างต่อเนื่อง 29,895,625 Engagement
โดยสาเหตุสำคัญมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ, อิสราเอล, และอิหร่าน โดยเฉพาะข่าวการโจมตี ‘เกาะคาร์ก’ ไปจนถึงความพยายามปิด ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ส่งผลให้เกิดปัญหาการส่งออกน้ำมันไปยังทั่วโลก ซึ่งคีย์เวิร์ดที่ถูกพูดถึงนั้นคือคำว่า “ยืดเยื้อ” สูงกว่า 2,931,343 Engagement และคำว่า “เครียด” มีถึง 1,686,928 Engagement
แต่ที่สำคัญคือเหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่มีวี่แววจะสิ้นสุดในเร็ว ๆ นี้ด้วย ทำให้คนต้องออกมากักตุนน้ำมันจำนวนมากจนบางปั๊มต้องออกมาประกาศว่าไม่มีน้ำมันเพียงพอในบางสาขาที่ให้บริการแล้ว จุดนี้เองกลายเป็นความโกลาหลที่หาได้ยากมากในประเทศไทย
ประเด็นที่ 2. ความกังวลต่อภาวะน้ำมันขาดแคลน 20,727,301 Engagement
ในช่วง 14–17 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา มีการพูดถึงประเด็น “ภาวะน้ำมันขาดแคลน” พุ่งสูงไปกว่า 9 ล้านครั้งจาก 25,285 ข้อความ เกิดเป็น #น้ำมันขาด กับ #น้ำมันหมด รวมกว่า 5 ล้านครั้งจาก 10,455 ข้อความ และ #ปั๊ม จากการบอกต่อนโซเชียลเกี่ยวกับปั๊มน้ำมันที่ทั้งมีและไม่มีน้ำมันให้บริการแล้ว ซึ่งทั้งหมดนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของผู้คนได้อย่างดี พร้อมกับการตั้งคำถามว่าสถานการณ์นี้ภาครัฐจะดำเนินการด้วยวิธีใดบ้าง
ประเด็นที่ 3. เสียงแห่งความสิ้นหวังของประชาชน 10,767,829 Engagement
ความเครียดของผู้คนผ่านตัวเลขกว่า 10.7 ล้านครั้งนี้ยังคงสะท้อนออกมาให้เห็นเกี่ยวกับสงครามอย่างต่อเนื่องผ่าน #เครียด #ท้อ #เดือดร้อน ซึ่งประเด็นเหล่านี้เกิด Engagement สูงทั้งการแชร์และคอมเมนต์ จนนำไปสู่การตั้งคำถามอีกเช่นกันว่าด้วยรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้คนจำนวนมากมองไม่เห็นทางออกในวิกฤตครั้งนี้ว่าจะออกมาเป็นยังไงได้บ้าง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ต้องใช้น้ำมันเป็นหลักในการทำงานอย่างไรเดอร์ ไปจนถึงการมี #สู้ไม่ไหว และ #จอดตาย ที่เป็นการระบายความในใจจากเหตุการณ์ต่าง ๆ และเป็นการเรียกกำลังใจเพื่อให้ยังสามารถพาตัวเองผ่านวิกฤตนี้ไปให้ได้ในเวลาเดียวกัน
ประเด็นที่ 4. เสียงสะท้อนต่อรัฐบาลให้ช่วยตรึงราคาน้ำมัน 4,579,359 Engagement
ตัวเลขการพูดถึงกว่า 4.5 ล้านครั้ง ได้เน้นย้ำว่าวิกฤตน้ำมันที่เกิดขึ้นนี้เป็นปัญหาระดับชาติที่รัฐบาลต้องเข้ามาให้ความชัดเจนกับทุกคน เพื่อไม่ให้เกิดข่าวลือที่ไม่เป็นจริงและความกังวลจนเกินเหตุ แต่อย่างไรก็ตาม จากการเคลื่อนไหวของรัฐที่ผ่านมาก็สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจจากผู้คนจำนวนมาก และยังมีการพูดถึงกระทรวงพลังงานถึงมาตรการลดภาระกลุ่มภาคขนส่งและภาคเกษตรกรรม จนหลายคนอดไม่ได้ที่จะมีข้อสงสัยเกิดขึ้นกับการบริหารจัดการงบประมาณของทางรัฐบาลในครั้งนี้
ประเด็นที่ 5: พลังงานทางเลือก ทางรอดหรือแค่ความฝัน? 1,518,225 Engagement
จากข่าวล่าสุดที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงอย่างต่อเนื่องทำให้ Engagement 1.5 ล้านครั้ง ก็ได้พุ่งเป้าไปที่พลังงานทางเลือกเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดจากเหตุการณ์น้ำมันโลก มีทั้งกลุ่มที่เห็นว่าใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV (Electric Vehicle) อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า แต่ถึงอย่างนั้นก็มีอีกเสียงที่ออกมาพูดถึงราคารถที่สูงเกินกว่าคนรายได้น้อยจะสามารถซื้อได้ และยังไม่นับรวมถึงการพูดถึงพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) และด้วยความคิดเห็นบนโซเชียลที่แตกต่างกันในตอนนี้ ทำให้รู้ได้เลยว่าผู้คนไม่ได้ให้คุณค่าพลังงานทางเลือกแค่เรื่องความยั่งยืนอีกต่อไป แต่มองเป็นทางเลือกที่ใช้รับมือวิกฤตดังกล่าวแทน
โดยทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ยังคงเป็นประเด็นที่ร้อนระอุอย่างมากบนโลกโซเชียล และยังไม่รวมถึงนโยบาย Work From Home ของทางรัฐที่ต้องการลดการใช้พลังงานอีกมากมาย ผ่านคีย์เวิร์ดอย่าง #ค่าเดินทางพุ่ง #ประหยัดพลังงาน #WFHเพื่อชาติ และ #ค่าน้ำมันแพงกว่าค่าข้าว กลายเป็นข้อสังเกตใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นว่าผู้คนกำลังเจอกับปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องแบกรับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น
การเรียกร้องนโยบาย Work From Home ทั้งภาครัฐและเอกชน อาจเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ช่วยให้สามารถลดภาระค่าใช้จ่ายได้ ในกรณีที่ยังไม่มีการสนับสนุนจากรัฐอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งยังต้องคอยติดตามกันต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้ว่าจะมีนโยบายอะไรมาช่วยอุดช่องโหว่ในครั้งนี้อีกบ้าง

