![]()
จุดเริ่มต้นของกระแสนี้มาจาก ‘Brake ONE’ ซีรีส์ BL แนว Racing Rivals จากเกาหลีใต้ ผลงานออริจินัลเรื่องแรกของ DIRTY PLAY ที่เผยแพร่ตัวอย่างบน YouTube เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2026 มียอดรับชมกว่า 179,000 ครั้ง แต่กลับสร้างเสียงตอบรับที่น่าสนใจไม่น้อยกับวงการ AI และการแสดง
โดยเรื่องราวเล่าถึง Roman Sinclaire แชมป์นักแข่งอัจฉริยะที่ประกาศเกษียณกะทันหัน ขณะที่ Seowon คู่แข่งที่ต้องการเอาชนะเขา พยายามทำทุกทางเพื่อไม่ให้ Roman ถอนตัว ก่อนความสัมพันธ์ระหว่างคู่แข่งบนสนามจะพัฒนาไปสู่ความหมกมุ่นนอกสนาม
สิ่งที่ทำให้ Brake ONE แตกต่างจากซีรีส์ทั่วไป คือทีมผู้สร้างระบุอย่างชัดเจนว่าเรื่องนี้เป็น Cinematic Drama ที่ผสมผสานการเขียนบทและการกำกับโดยมนุษย์เข้ากับ Generative AI โดยตัวละครทั้งหมดเป็นตัวละครสมมติที่สร้างขึ้นด้วย AI และไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลจริง
นั่นหมายความว่าสิ่งที่ผู้ชมเห็นตั้งแต่ ใบหน้า ตัวละคร ฉาก ไปจนถึงภาพเคลื่อนไหว ถูกสร้างขึ้นผ่านกระบวนการที่มี Generative AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการผลิต ขณะที่เรื่องราวและการสร้างสรรค์ยังอยู่ภายใต้การกำกับของมนุษย์ โดยซีรีส์มีกำหนดปล่อย EP.01 ในวันที่ 11 กันยายน 2026 และจะเผยแพร่ตอนใหม่ทุก 2 สัปดาห์
จากเดิมที่ถูกเผยแพร่บน YouTube คอนเทนต์ดังกล่าวถูกนำไปแชร์ต่อบน X ที่แอ็กเคานต์ @mbebeconcon ได้จุดให้เกิดบทสนทนาเกี่ยวกับการใช้ AI สร้างซีรีส์และนักแสดงเสมือนจริง เพราะนี่ไม่ใช่แค่การใช้ AI มาช่วยทำภาพประกอบหรือ Visual Effect แต่เป็นการสร้างนักแสดงที่ไม่มีตัวตนจริงขึ้นมาทั้งหมด เพื่อทำหน้าที่อยู่ในเรื่องราวแทนมนุษย์

กระแสตอบรับจึงมีทั้งคนที่มองว่า AI สามารถสร้างผลงานออกมาได้น่าสนใจและสนุกกว่าคอนเทนต์ที่ใช้นักแสดงจริงบางเรื่อง โดยเฉพาะเมื่อผู้ชมไม่ได้ยึดติดกับตัวนักแสดง แต่ให้ความสำคัญกับเนื้อเรื่องและความบันเทิงเป็นหลัก หาก AI สามารถสร้างตัวละครที่ดูดี แสดงอารมณ์ได้ และเล่าเรื่องให้น่าติดตามได้ ก็อาจกลายเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของ Entertainment ที่คนดูพร้อมเปิดรับ
แต่อีกด้านหนึ่งก็มีคนตั้งคำถามถึงที่มาของ AI โดยเฉพาะใบหน้าของตัวละครว่าเกิดจากการสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด หรือมีการนำใบหน้า ภาพ หรือข้อมูลของบุคคลจริงมาใช้เป็นส่วนประกอบหรือไม่ แม้ผู้สร้างจะระบุว่าตัวละครเป็น AI-generated Fictional Entities และไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลจริงก็ตาม
นอกจากนี้ยังมีคำถามเรื่องความสร้างสรรค์ของคอนเทนต์เพราะแม้เทคโนโลยีจะช่วยให้ผลิตภาพและวิดีโอได้ง่ายขึ้น แต่หากเนื้อหายังคงใช้พล็อตเดิม ๆ หรือสูตรสำเร็จแบบที่พบในซีรีส์ทั่วไป AI ก็อาจไม่ได้ทำให้ตัวคอนเทนต์ใหม่ขึ้น เพียงแต่เปลี่ยนวิธีการผลิตและหน้าตาของนักแสดงเท่านั้น
ประเด็นนี้จึงน่าสนใจตรงที่ผู้ชมกำลังเป็นคนตัดสินเองว่า AI Entertainment จะไปต่อได้หรือไม่ เพราะต่อให้เทคโนโลยีสามารถสร้างนักแสดงเสมือนจริงได้ แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่จะทำให้ตัวละครเหล่านี้มีมูลค่าคือการที่คนดูยอมรับ ติดตาม และพร้อมสนับสนุนผลงาน
และ Brake ONE ก็ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยวเพราะก่อนหน้านี้ไทยเองก็เริ่มเห็นทิศทางเดียวกัน เมื่อ Kantana เปิดตัว ‘กานต์’ และ ‘ธาร’ ในฐานะ Digital Human Artist ที่สามารถต่อยอดไปสู่งานหนัง ละคร โฆษณา และ Virtual Production ได้ ขณะที่จีนก็มีกรณีของ AI Artist อย่าง ‘ฟางเถาจื่อ’ ที่ถูกพัฒนาไปไกลถึงการเป็นตัวละครที่มีฐานผู้ติดตามและสามารถรับงานเชิงพาณิชย์ได้
ทั้งหมดจึงสะท้อนภาพเดียวกันว่า AI กำลังขยับจากเครื่องมือเบื้องหลังมาอยู่หน้ากล้อง และเริ่มเข้ามาอยู่ในตำแหน่งที่เดิมเป็นพื้นที่ของนักแสดง อินฟลูเอนเซอร์ และครีเอเตอร์มนุษย์ คำถามที่คนเริ่มตั้งขึ้นมาในตอนนี้ไม่ใช่แค่ AI ทำหนังได้เหมือนคนหรือยัง แต่กำลังกลายเป็นถ้าคนดูชอบดู AI แล้ว วันหนึ่งเรายังจำเป็นต้องใช้นักแสดงจริงหรือไม่ รวมถึงเรื่องสิทธิในใบหน้าและข้อมูล ความโปร่งใสในการใช้ AI และคุณค่าด้านความคิดสร้างสรรค์ที่มนุษย์ยังคงมีบทบาทอยู่ตรงไหน
เพราะในวันที่ AI สามารถสร้างตัวละครขึ้นมาเองได้ทั้งตัว และตัวละครเหล่านั้นสามารถมีเรื่องราว แฟนคลับ และมูลค่าทางการตลาด สิ่งที่กำลังเปลี่ยนไปอาจไม่ใช่แค่วิธีสร้างหนังแต่คือนิยามของคำว่านักแสดงและศิลปินในอุตสาหกรรมบันเทิงยุคใหม่
