
กลายเป็นมหากาพย์ที่สะเทือนวงการ YouTuber ไทย สำหรับความขัดแย้งระหว่าง ‘ต้า – เฟ็ดเฟ่’ และ ‘ยัต – เฟ็ดเฟ่’ ในรายการโหนกระแสซึ่งดำเนินมาถึง 2 ตอนด้วยกัน โดยฝั่งคุณต้าได้ออกมาเปิดใจเล่าถึงความบอบช้ำทางจิตใจและปัญหาภายในบริษัทร่วมทุน ก่อนที่ในสัปดาห์ต่อมา ฝั่งคุณยัตพร้อมด้วยภรรยาและทีมทนายจะเดินทางมางัดหลักฐานแชตและชี้แจงมุมมองแบบหนังคนละม้วน จนนำไปสู่โต๊ะเจรจาไกล่เกลี่ยครั้งใหญ่ งานนี้ใครคือคนที่น่าเห็นใจที่สุด RAiNMaker ได้สรุปรวบไทม์ไลน์และข้อพิพาททั้งหมดมาให้อ่านเพื่อหาคำตอบไปด้วยกัน
ไทม์ไลน์จุดเริ่มต้น จากยุคทองช่องในตำนานสู่จุดแตกหัก
-
ปี 2010 ยุคเฟ็ดเฟ่รุ่งเรือง: คุณต้าเริ่มต้นทำช่อง Fedfe Boyband ในยุคที่ YouTube ยังไม่บูมมาก โดยชวนเพื่อน ๆ มาทำคอนเทนต์แกล้งกันจนโด่งดัง ซึ่งในตอนนั้นคุณต้าที่ถือเป็นหัวเรือหลักเลือกบริหารบริษัทโดยใช้ระบบความเชื่อใจ ให้เพื่อน ๆ ทุกคนสามารถเรียกเงินเดือนของตัวเองมาได้เลย โดยในตอนนั้นเองคุณยัตยังเป็นเพียงนักแสดงของเฟ็ดเฟ่ ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนแต่อย่างใด
-
ปี 2016 ปิดฉากเฟ็ดเฟ่รอบแรก: เมื่อกระแสโซเชียลเปลี่ยนและค่าใช้จ่ายสูงขึ้น คุณต้าจึงถามเพื่อน ๆ ว่ามีใครต้องการนำช่องไปทำต่อหรือไม่ เมื่อไม่มีใครตอบรับ คุณต้าจึงทำการเคลียร์บัญชี หารเงินที่เหลือเท่า ๆ กันให้ทุกคน แล้วแยกย้าย โดยที่ชื่อช่องและแบรนด์ยังอยู่กับการถือครองของคุณต้า
-
ปี 2016 จุดเริ่มต้นบริษัทชัยโสโร: ในปีเดียวกันหลังปิดฉากเฟ็ดเฟ่ คุณต้าและคุณยัตมาร่วมกันเปิดบริษัทใหม่ชื่อ ชัยโสโร โดยถือหุ้นคนละ 49% และภรรยาคุณยัตถือ 2% โดยมีพนักงานบัญชีเป็นญาติของคุณยัต
แผลใจฝั่ง “ต้า” ถูกด้อยค่า Toxic Workplace และปัญหาเรื่องเงิน
คุณต้าเล่าทั้งน้ำตาว่าตลอดช่วงเวลา 6 – 7 ปีที่ทำงานร่วมกันในชัยโสโร คุณต้าต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่จนกลายเป็นโรคซึมเศร้าและแพนิก เพราะมาค้นพบในภายหลังจากการได้ทำงานร่วมกันว่าคุณยัตเป็นคนอารมณ์ร้อน และพูดจารุนแรง อีกทั้งยังเสนอว่าการบริหารบริษัทเล็ก ๆ นั้นใช้ระบบเผด็จการจะง่ายกว่าประชาธิปไตย โดยคุณต้าเล่าว่าตัวเองต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านี้
-
การใช้อำนาจและ Gaslighting: คุณต้าถูกคุณยัตบั่นทอนความมั่นใจ บอกว่างานแย่ สมองฝ่อ ไอเดียใช้ไม่ได้ โดนสั่งให้ทำคลิปปริมาณมหาศาลแต่บอกว่า “ล้อเล่น” เคยสั่งให้เปลี่ยนศาสนาเพียงเพื่อให้มาเล่าให้คุณยัตฟัง รวมถึงโดนทำโทษต่อหน้าพนักงานภายในบริษัท เช่น ถูกตีด้วยไม้เรียว สั่งวิ่งกลางแดด โดนสั่งโกนหัว ซึ่งนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีอีกหลายเรื่องที่คุณต้าโดนแกล้งและส่งผลกระทบถึงจิตใจ
-
ปัญหาเรื่องเงินและการบริหาร
-
เงินเดือนของคุณต้าถูกหักจาก 150,000 บาท เหลือเพียง 40,000 บาท และอ้างว่าจะไปจ้างคนเพิ่มแต่สุดท้ายไม่ได้จ้าง รวมถึงรายได้จากช่องและบ้านที่ซื้อในนามบริษัทถูกโอนย้ายไปยังฝั่งคุณยัตโดยอ้างเรื่องภาษี
-
คุณต้าบอกว่าเรื่องการเงินระหว่างคุณต้าและคุณยัตมีจะการจดเอาไว้เมื่อคุณยัตมีการนำเงินบริษัทไปใช้ และเมื่อคุณต้าต้องการใช้เงินเมื่อไหร่ก็สามารถขอได้ แต่ในระหว่างนี้ก็มีเรื่องที่คุณยัตนำเงินของบริษัทไปใช้เรื่อย ๆ จนสุดท้ายเมื่อคุณต้าอยู่ไม่ไหวจนต้องออกจากบริษัท ก็ไม่ได้เงินส่วนนี้เลยสักบาท
- ย้อนกลับไปในช่วงปิดช่องเฟ็ดเฟ่ที่คุณต้าบอกเพื่อน ๆ ว่าจะแบ่งเงินให้ทุกคนเท่ากัน แต่หลังจากนั้นช่องเฟ็ดเฟ่ก็ยังมีรายได้เข้ามาอยู่ คุณต้าจึงนำไปเงินส่วนนี้ไปจ่ายค่าทำบัญชีและภาษี พอคุณยัตมารู้ในภายหลังก็ได้กล่าวหาคุณต้าว่าเขาทำไม่ถูก และสั่งให้คุณต้าพิมพ์ลงใน Line กลุ่มของเพื่อน ๆ ว่า “ขอโทษนะเพื่อน ๆ ที่เอาเงินมาใช้” ทำให้ทุกคนเข้าใจผิดว่าคุณต้ายักยอกเงินไปใช้ แล้วก็ทำให้ทุกคนมองคุณต้าไม่ดี
-
-
คดีความและหุ้นที่หายไป: คุณต้าพบว่าชื่อผู้ถือหุ้นในบริษัทของตัวเองถูกขายไปในราคาเพียง 300,000 บาท ซึ่งต่ำกว่ามูลค่าจริงมาก ๆ อีกทั้งยังมีการเซ็นเอกสารในขณะที่เจ้าตัวกำลังไลฟ์สดอยู่ จนนำมาสู่การฟ้องร้องกันในเวลาต่อมา 2 คดี คดีละ 10 ล้านบาท โดยฝ่ายคุณยัตฟ้องคุณต้าในคดีลิขสิทธิ์ เรื่องการนำคลิปที่เคยทำในฐานะชัยโสโรไปโพสต์ในช่องของตัวเอง และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ เนื่องจากเพจชัยโสโรถูกลบ แต่เพจนี้เป็นเพจที่อยู่ในชื่อของคุณต้าเอง จึงเป็นการฟ้อง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ไม่ได้
- จุดปะทุดราม่าบนโลกออนไลน์ครั้งแรก: หลังจากเรื่องราวทุกอย่างเกิดขึ้น คุณต้าก็ได้ออกมาพูดเรื่องราวทั้งหมดครั้งแรกในปี 2025 ซึ่งในตอนนั้นก็โดนกระแสด้านลบมากมายเพราะไม่มีคนเชื่อ แถมยังโดนทัวร์ลงหนักกว่าเดิม และโดนแบนงานในวงการ ซึ่งคุณต้าก็อยู่ในช่วงที่ลำบากเพราะคุณพ่อป่วยหนักและต้องการเงินรักษา
กลายเป็นหนังคนละม้วน เมื่อ “ยัต” เปิดหลักฐานโต้
ในสัปดาห์ถัดมา ฝั่งคุณยัตและคุณแอมซึ่งเป็นภรรยา ได้นำหลักฐานและแชตมาแจงกลับทุกประเด็นในรายการโหนกระแส
-
ปมเงินเฟ็ดเฟ่หาย: หลังจากที่เฟ็ดเฟ่ปิดช่องไปแล้วแต่ยังมีรายได้เข้ามาอยู่ ซึ่งทางคุณต้าเคยบอกเอาไว้ว่าจะแบ่งเงินให้กับเพื่อน ๆ ทุกคนเท่ากัน แต่เมื่อทางบัญชีตรวจพบว่ามีเงินจากช่องเฟ็ดเฟ่ถูกเบิกออกไปราว 250,000 บาท ซึ่งคุณต้ายอมรับว่าเอาไปเพราะพ่อป่วย ตอนนั้นเพื่อน ๆ รู้สึกแย่มากเพราะเคยเสนอไปแล้วว่าจะให้คุณต้าเป็นเจ้าของเฟ็ดเฟ่ทั้งหมดเลยก็ได้ แต่คุณต้าปฏิเสธ ซึ่งสุดท้ายก็ไม่สามารถทำตามที่พูดไว้ได้ คุณยัตจึงให้กู้เงิน 300,000 บาทไปคืนเพื่อน ซึ่งกลายมาเป็นสลิปค่าเสื้อปีใหม่ในภายหลังที่เราได้เห็น และในตอนนั้นคุณต้าก็ได้ส่งไลน์ขอโทษและยอมรับความผิดกับเพื่อน ๆ
- ปมการโดนทิ้งและถูกเข้าข้าง: คุณยัตออกมาบอกว่าในความเป็นจริงแล้ว เพื่อน ๆ ทุกคนเห็นใจคุณต้าและเข้าใจเรื่องที่ต้องการนำเงินไปใช้รักษาพ่อ แถมยังเสนอว่าถ้าต้องการความช่วยเหลือ พวกเพื่อน ๆ ก็พร้อมช่วย แต่ทางคุณต้าเลือกที่จะไม่คุยกับเพื่อนเอง ซึ่งคุณยัตก็ได้เปิดแชตในส่วนที่มีการถามไถ่ให้ดู
-
หลักฐานแชตที่ต้าขอออกมือเปล่า: ฝั่งคุณแอมเปิดแชตที่คุณต้าส่งมาขอลากออกและยืนยันชัดเจนว่าจะ ไม่ขอรับทรัพย์สินหรือเงินส่วนแบ่งใด ๆ เพราะสภาพจิตใจไม่ไหวและไม่อยากให้บริษัทเดือดร้อน ส่วนด้านคุณต้าชี้แจงว่าพูดเพราะอยู่ในภาวะวิกฤตทางจิตใจ และอยากหนีให้พ้นความกดดัน
- ความเสียหายที่เกิดคุณในฝั่งยัต: คุณยัตกล่าวว่าการที่คุณต้านำเรื่องภายในที่ไม่ดีของบริษัทไปให้สัมภาษณ์กับสื่อหลายเจ้า ทำให้มีผลเสียกลับมาที่บริษัท ด้านคุณต้าให้เหตุผลว่าในวันที่ตัวเองต้องการส่วนแบ่งเรื่องเงินและโทรไปหาคุณยัต คุณยัตกลับบอกมาว่า “คุณเป็นแค่พนักงาน ผมไปเปิดบริษัทกับคุณตอนไหน?” ซึ่งในตอนนั้นเองคุณต้าก็ยังไม่รู้เรื่องที่หุ้นของตัวเองถูกขายไป ทำให้ต้องออกมาเรียกร้องอะไรหลายอย่าง
-
ประเด็นข้อกฎหมาย: ทนายของฝั่งคุณยัตชี้แจงว่าคดีความไม่ได้เรียกร้องเงิน 10 ล้านบาทตามที่อีกฝ่ายเข้าใจ แต่เป็นแค่การประเมินความเสียหายทางคดี และเรื่องการประกันตัวก็ปล่อยให้เป็นไปตามดุลพินิจของศาลเท่านั้น
บทสรุปบนโต๊ะเจรจา ข้อเสนอไกล่เกลี่ย 19 ล้านบาทและการถอนฟ้อง
ในช่วงท้ายของการเผชิญหน้าผ่านรายการโหนกระแส หนุ่ม กรรชัย ได้ทำหน้าที่เป็นคนกลางผลักดันหาทางออกร่วมกัน จนได้ข้อสรุปเบื้องต้นที่น่าพอใจ
-
การถอนฟ้องทุกคดี: ทั้งสองฝ่ายตกลงในหลักการว่ายินดีที่จะถอนฟ้องทุกคดี และถอนแจ้งความซึ่งกันและกัน
-
ตัวเลขเจรจาไกล่เกลี่ย: มีข้อเสนอเบื้องต้นในการเคลียร์ส่วนแบ่งคืนให้คุณต้าเป็นมูลค่าราว 19 ล้านบาท
-
อนาคตช่องชัยโสโร: หากกระบวนการและเงื่อนไขลงตัว ก็จะมีการจัดการสิทธิ์ช่องชัยโสโลตามข้อตกลงที่เคลียร์กันในขั้นตอนกฎหมายต่อไป
จนถึงตอนนี้ เรื่องราวทั้งหมดก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าจะไปจบที่ตรงไหน เพราะไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการไกล่เกลี่ย 19 ล้านบาท การถอนฟ้องในชั้นศาล หรือแผลใจจากมิตรภาพ 16 ปีที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาประจันหน้ากัน ทุกอย่างยังคงต้องรอให้กระบวนการทางกฎหมายและข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝ่ายได้บทสรุปที่แท้จริง
ท้ายที่สุดแล้ว มหากาพย์ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองคนก็ได้กลายเป็นเคสศึกษาชิ้นใหญ่ของวงการครีเอเตอร์ไทย ที่สะท้อนให้เห็นว่าการทำธุรกิจร่วมกับเพื่อนฝูงด้วยความเชื่อใจโดยปราศจากสัญญาและระบบหลังบ้านที่รัดกุม สุดท้ายอาจกลายเป็นระเบิดเวลาที่ทำลายทั้งธุรกิจ มิตรภาพ และความไว้วางใจที่สะสมมาค่อนชีวิต
ไม่ว่าบทสรุปของศึกครั้งนี้จะลงเอยที่ห้องพิจารณาคดีหรือโต๊ะเจรจา สิ่งที่เหลือไว้คือบทเรียนราคาแพงที่คนทำคอนเทนต์และเจ้าของธุรกิจทุกคนต้องจดจำ เพราะในโลกธุรกิจ ความชัดเจน โปร่งใส และสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดนั่นเอง
