News
เข้าสู่ช่วงสุดท้ายของปี 2018 กันแล้ว ในปีนี้ก็มีสื่อใหม่ที่เปิดตัวมาแล้วน่าจับตามองอยู่หลายเจ้า โดยเฉพาะรูปแบบการนำเสนอคอนเทนต์ที่ค่อนข้างสดใหม่ ใครที่ทำคอนเทนต์อยู่เรียกว่าต้องไม่พลาดในการสังเกตคลื่นลูกใหม่ในวงการด้วยครับ
ข่าวสาร
เมื่อช่วงปีที่ผ่านมา เป็นช่วงที่กฎกหมาย GDPR ถูกนำมาใช้และถูกพูดถึงมากพอสมควร แต่ภาพที่เรามองเกี่ยวกับ GDPR ก็คือสัญลักษณ์กุญแจ กับดาวสีเหลืองบนพื้นสีน้ำเงิน ซึ่งใคร ๆ ก็ดูออกว่าเกี่ยวกับสหภาพยุโรปแน่ ๆ แต่ทำไมการบังคับใช้กฎหมาย GDPR ถึงได้ส่งผลกระทบทั่วโลกขนาดนี้
ปลายปีแบบนี้ Social Media ต่างๆก็ทยอยออกสรุปประจำปีมาให้ดูกันทั้ง YouTube และ Twitter คราวนี้ถึงตา Instagram ที่เขาออกมาสรุปเทรนด์ ความเคลื่อนไหว ที่เกิดขึ้น มีทั้งมุมสนุกๆ และมุมซีเรียส ที่ชาวเน็ตเขาใช้ไอจีในการขับเคลื่อน รณรงค์บางอย่างที่อิมแพคไปทั่วโลก
Twitter คงความเป็นตัวเองนับตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้งมา โดยเป้าหมายของ Twitter คือ Social Media ที่สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกแห่งควาจริงให้มาอยู่บนอินเตอร์เน็ตตามคอนเซป “What’s happening” ซึ่งนั่นทำให้เรื่องราวหรือประเด็นต่าง ๆ บน Twitter เป็นประเด็นที่มาจากโลกความเป็นจริง ซึ่งเราเรียกสิ่งนั้นว่า Trend ว่าคนกำลังพูดถึงเรื่องอะไรมาก และรวบรวมไว้ผ่าน Hashtag ซึ่งในปีที่ผ่านมามีการใช้ Hashtag มากถึง 125 ล้าน Hashtag เพื่อบอกเล่าเรื่องราว
ในขณะที่คณะนิเทศศาสตร์ถูกมองว่าเรียนจบไปจะทำอะไร ? เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็ทำสื่อได้ เรามี Social Network ใคร ๆ ก็เป็นสื่อได้ วาทกรรมต่าง ๆ แม้กระทั่งบอกว่าถ้ามีลูกจะไม่ให้เรียนนิเทศศาสตร์ การเรียนการสื่อสารนั้นไม่จำเป็น หรือว่าแนวคิดพื้นฐานของ Journalism จริง ๆ จะหายไปแล้ว แต่ก็โชคดีที่มันคงจะไม่เป็นแบบนั้น ในที่สุดหลังจากที่ได้ทีการเปิดให้โหวตและเสนอชื่อ Candidate ต่าง ๆ นานา TIME Magazine ก็ได้ประกาศชื่อ Person of the Year 2018 แล้ว ซึ่งก็คือ “The Guardians and the War on Truth” ผู้พิทักษ์และสงครามบนความจริง
ถ้ายังจำกันได้ ตอนที่ Facebook ประกาศว่าจะมาเป็น Platform Video คู่แข่งกับ YouTube หนึ่งในวิธีการสำคัญที่ Facebook ใช้ก็คือการปรับวิดีโอบนหน้า Newsfeed ให้เป็นแบบ Auto-play หรือการเล่นแบบอัตโนมัติ เพียงแค่เราเลื่อนผ่านวิดีโอก็จะเล่น ดังนั้นในการเลื่อนผ่าน 1 ครั้งเราจะมีโอกาสเห็นวิดีโอประมาณ 1-2 วินาที (ซึ่งภายหลังก็กลายมาเป็นสูตรการทำวิดีโอบน Social ว่าต้องทำให้คนหยุดดูให้ได้ใน 3 วินาที) และความแสบก็คือการยกเลิกความสามารถในการเล่นวิดีโอ YouTube บน Facebook ผลก็คือ ตอนนี้ Facebook กลายเป็น Platform Video ที่ได้รับความนิยมสูงพอ ๆ กับ YouTube
Facebook ลุยผลิต Original Content ลง Facebook Watch โดยผนวกกับฟีเจอร์ LIVE เพื่อถ่ายทอดสด หลังจากปล่อยให้ช่องทีวีถล่ม engagement นำไปก่อนแล้ว ซึ่งรายการที่ว่านั้นก็คือ Confentti เกมส์โชว์ที่ให้ผู้ใช้ Facebook ได้เข้ามาตอบคำถามเพื่อชิงเงินรางวัล
รายการจาก JSL และพาร์ทเนอร์ที่ร่วมงานกันมายาวนานอย่าง กิ๊ก ดู๋ หลุดผังช่อง 7 และส่อรอยร้าวมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ต้นปี 61 จนล่าสุดถึงคราวแตกหัก รายการสุดท้ายที่เหลืออยู่อย่าง ‘กิ๊ก ดู๋ สงครามเพลงเงาเสียง’ ย้ายไปช่อง PPTV งานนี้เกิดดราม่าทั้งในวงการทีวีและโลกโซเชียล ลองไปดูสรุปเหตุการณ์นี้กันว่าต้นทางของปัญหาและทางออกในครั้งนี้คืออะไร
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า
