Session: E-commerce Trends
โดย คุณจิโรจ โหราไทย (LINE MAN Wongnai) และ คุณธนาวัฒน์ มาลาบุปผา (Priceza)
เมื่อพฤติกรรมการชอปออนไลน์ของผู้บริโภคไทยนั้นพัฒนาให้เร็วขึ้นและมีคาดหวังมากขึ้น จนทำให้การตัดสินใจซื้อมักอยู่บนหลักการ “5 ดี”
- ราคาดี
- ครบดี
- คุณภาพที่ดี
- ส่งเร็วดี
- สนุกดี

โดยหลักการนี้ได้กลายเป็นสิ่งสำคัญที่ได้ขับเคลื่อนของตลาด E-commerce ไทยเติบโตมากขึ้นทุกปี และกลายเป็น Real Business อย่างเต็มตัว ส่งผลให้แพลตฟอร์ม E-commerce เริ่มชัดเจนเรื่องการวาง Position จากเดิมที่แข่งขันกันด้วยฟีเจอร์ วันนี้แพลตฟอร์มหันมาสร้างภาพจำและคาแรกเตอร์ให้ชัดขึ้น
โดยแต่ละแพลตฟอร์มได้ปรับตัวให้ตอบโจทย์ 5 ดี ของพฤติกรรมผู้บริโภคในแบบของตัวเอง และนอกจากนั้นผู้บริโภคเองได้เลือกแพลตฟอร์มจากเทสต์และคาแรกเตอร์มากขึ้น เช่น
- Shopee: เด่นเรื่องราคา และการแข่งขันเชิงโปรโมชัน
- Lazada: โฟกัสประสบการณ์และแบรนด์ Official มากขึ้น
ผลลัพธ์คือตลาด E-commerce จะไม่ได้แข่งกันแบบเดียวกันอีกต่อไป แต่แยก Segment ชัดเจนขึ้น
กระแส Instant Commerce & Quick Demand กำลังมา

จาก Segment ที่เติบโตเร็วอย่าง Instant และ Quick Commerce ที่พบว่ามีสินค้าบางประเภทเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคสามารถซื้อทันที เริ่มมีแนวโน้มโตสูงในไม่กี่ปีข้างหน้า ตัวอย่างเช่น HomePro ที่มีสินค้าอันดับ 1 คือ ‘สายฉีดชำระ’ ซึ่งเป็น Insight ที่มาจาก Demand จริง ที่สามารถต่อยอดสู่ Instant Commerce ได้ทันที
ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้แบรนด์จำเป็นต้องอยู่ใน Journey ที่ผู้บริโภคคุ้นเคย เมื่อผู้บริโภคคาดหวังกับคุณภาพที่มาพร้อมความเร็วและความสะดวก แบรนด์จึงต้องพึ่งแพลตฟอร์มมากขึ้นในการเข้าถึงผู้ใช้ หรือกรณีของแบรนด์ที่กระโดดลงมาในแพลตฟอร์ม E-Commerce ของ Coca-Cola ที่ได้ยอดขายเพิ่มขึ้น 2 เท่า หลังลงทุนใน LINE MAN ซึ่งเติบโตเร็วกว่าแพลตฟอร์มอื่นในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนให้เห็นว่าแพลตฟอร์มในปัจจุบันได้กลายเป็นพื้นที่ที่ทำให้แบรนด์โตได้อย่างชัดเจน นั่นจึงเป็นสัญญาณว่าผู้บริโภคกำลังมุ่งไปทางนั้นมากขึ้นในปีนี้
อาชีพที่ได้เติบโตจากโครงสร้างใหม่ของ Commerce Ecosystem ด้วยหลักการ ‘3C’
- Creator
- Content
- Commerce
โดยการอิงจากเป้าหมายของนักการตลาดที่ต้องการสร้างยอดขายที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทำให้แผนการตลาดและเนื้อหาคอนเทนต์ที่ทำให้มีการปรับลดการจากจ้าง Influencer สู่การสร้าง Partnership ระยะยาวจากมองหาครีเอเตอร์ รวมถึงมองหาสิ่งเหล่านี้
- Influencer ที่เป็น Big Fan ของแบรนด์
- Influencer ที่มี Bonding กับแบรนด์ชัด
โดยสร้างยอดขายพร้อมเป็นการสร้างรายได้ของครีเอเตอร์ผ่านการบอกต่อและ Affiliate Link จึงส่งผลให้รายได้ครีเอเตอร์ไม่ได้มาจากแค่สปอนเซอร์ แต่มาจากค่าคอมมิชชันเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้การตลาดรูปแบบ Offline ยังคงสำคัญ เพราะอย่างไรก็จำเป็นต้องทำร่วมกับ Online เนื่องจากกว่า 40% ของตลาด อยู่ในพื้นที่ที่ดิจิทัลมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ
- Offline: คือแหล่ง Insight จริง
- Online: เครื่องมือ Branding & Acceleration
โดยการทำงานของทั้งสองอย่างนี้ไม่ควรแยกจากกันแต่ควรที่จะส่งเสริมกันมากกว่า
Brand.com และ B2C (Business to Consumer) หัวใจสำคัญของแบรนด์ยุคใหม่
- เซฟค่า Commission
- ได้ Data ลูกค้าโดยตรง
- บริหาร Loyalty & Royalties ได้เอง
สิ่งที่ต้องพึงระวังและตั้งรับตามนิยามของ ‘Duck War’
ไม่ว่าจะมาจากเหตุการณ์ไม่คาดคิด ประเด็นทางสังคม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ ซึ่งเป็นจุดที่แบรนด์และแพลตฟอร์มกำลังเข้าสู่ยุคที่ต้องปรับตัวให้ทันทุกเหตุการณ์ ดังนั้นแบรนด์จึงต้องตั้งรับด้วยการ
- คาดการณ์ได้เร็ว
- ปรับตัวได้ทัน
- ไม่รอดูสถานการณ์ แต่เตรียมรับมือ
นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของ AI Commerce ที่คุณจิโรจได้ยกตัวอย่างของการปรับตัวของแพลตฟอร์มบน LINE MAN ไว้ว่าในฐานะแพลตฟอร์ม เราควรลองเล่นไปพร้อมกระแส AI ใหม่ ๆ เพราะท้ายที่สุดการที่ไม่ลองอาจต้องจ่ายหนักกว่าเดิมก็เป็นได้

รวมถึงในปีนี้ LINE MAN จะปล่อยฟีเจอร์ที่ทำงานร่วมกับ AI Commerce ในการสร้างสิ่งต่าง ๆ หลังจากทดลองในปีก่อน เช่น
- Audience Automation
- Creative Automation
- Placement Automation
สรุปได้ว่า E-commerce ปี 2026 จึงกลายการแข่งขันของระบบไม่ใช่แค่แพลตฟอร์ม เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยนเร็วและคาดหวังสูง แบรนด์ที่ได้เปรียบคือแบรนด์ที่เชื่อมทุกช่องทางเป็น Commerce OS เดียวกัน, วางลูกค้าเป็นศูนย์กลาง, ผสานออฟไลน์และออนไลน์ ผ่านครีเอเตอร์และ Data เข้าด้วยกันอย่างลื่นไหล โดยผู้ชนะไม่จำเป็นต้องใหญ่ที่สุด แต่ต้องปรับตัวไว เข้าใจอินไซต์จริง และเปลี่ยนทุกการเชื่อมต่อให้กลายเป็นยอดขายและการเติบโตอย่างยั่งยืน