สอนวิธีขายตัวเอง สำหรับ Blogger, YouTuber ทำยังไงให้มีงานเข้า

ทุกวันนี้อาชีพ Blogger หรือ YouTuber หรือ Influlencer ในสายต่าง ๆ นั้นปฏิเสธไม่ได้ไม่ได้ว่ายังไงก็ต้องหาเงินให้ได้ บางทีเราอาจจะทำเป็นงานอดิเรกให้ส่งเสริมกับสิ่งที่เราทำอยู่ เช่น เป็นนักบินก็เลยอัดคลิปทำคอนเทนต์เกี่ยวกับการเป็นนักบิน, เป็นนักเขียนก็เลยเปิดเพจเพื่อมาขายหนังสือ แต่อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเรามีโอกาสมาพูดคุยกับคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหรือ Audience ของเราแล้ว เราก็มีโอกาสที่จะเติบโตในสายทางนี้เช่นกัน

จริง ๆ แล้ว การสร้างตัวตนหรือ Personal Bradning บนโลก (ทั้งออนไลน์และออฟไลน์นั้น) ล้วนแต่เป็นประโยชน์ คือการทำให้คนอื่นรู้ว่า ตัวเราเป็นใคร เราทำอะไร และสุดท้ายมันก็จะนำมาซึ่งงานต่าง ๆ อาจจะไม่ได้เป็นแค่ลูกค้าแบบตรง ๆ แต่ก็นำมาซึ่งโอกาสต่าง ๆ ที่เราจะสามารถนำไปใช้ได้ต่อในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นคอนเนกชั่น หรือโอกาสในการทำสิ่งที่เราไม่เคยได้ทำ

Personal Branding คืออะไร

แนวคิดเรื่อง Personal Branding เกิดขึ้นเนื่องจากว่า เวลาที่เราทำ Brand อะไรซักอย่าง เช่น ทำเพจ ทำช่อง YouTube หรือทำเว็บไซต์ มันเกิดแบรนด์อย่างนึงขึ้นแล้ว ไม่แปลกใจอะไร ซึ่งมีโอกาสอย่างอย่างนึงในการสร้าง Brand ก็คือให้เอาตัวเองเป็น Brand ซักเลย ดังนั่นสิ่งที่คนจะพูดถึง จะมีทั้ง Brand ที่ไม่ใช่คน กับ Brand ที่เป็นคนผูกติดกัน ยกตัวอย่างเช่น

  • เว็บไซต์ X เปิดใหม่ ดีมากเลย มีเนื้อหาน่าสนใจ (Branding)
  • นาย A คนที่ทำเว็บไซต์ B มาเปิดเว็บไซต์ใหม่ชื่อ X ดีมากเลยเนื้อหาน่าสนใจ (Branding + Personal Branding)
  • เว็บ X ที่เนื้อหาดีมาก ๆ ทำโดยนาย A ที่เคยทำ เว็บไซต์ Y (Branding + Personal Branding)

จะสังเกตว่า ถ้าคนรู้จักเราด้วยจะยิ่งเพิ่มโอกาสในการทำงานมากขึ้น และที่สำคัญก็คือ ถ้าของดีจริงคนต้องอยากรู้อยู่แล้วว่าใครทำ และถ้าไม่มีปัจจัยอย่างอื่น ในเมื่อคนเขาอยากรู้ ทำไมเราจะไม่ต้องการให้เขารู้ตัวตนของเรา

คิดแบบ worse case เลยก็คือ ถ้า Brand เราดับ แต่ตัวเราไม่ดับ เราก็จะยังอยู่ได้ (เอาจริง ๆ ก็ไม่มีใครอยากให้ brand ที่ตัวเองสร้างขึ้นมาพังหรอก แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้จากโลกแห่งความจริงว่า ซักวันนึงอาจจะมีเรื่องที่เราไม่คาดคิดก็ได้)

ทำให้คนรู้จักตัวเองอย่างง่าย ๆ

ทีนี้ก็มาถึงคำถามที่ว่า เราจะทำให้คนรู้จักตัวตนของเราอย่างไร แต่ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้นเราจะมาคุยกันก่อนว่า สิ่งที่เราแสดงออกไปหรือ ตัวตนของเรานั้นจะต้องมาจากสิ่งที่เราเป็นจริง ๆ ไม่ได้โกหกเสแสร้ง เพราะสุดท้ายถ้ามันไปโหนแหกทีหลัง เราจะเดือดร้อนมาก ๆ จนอาจจะหมดความน่าเชื่อถือไปเลย คนต้องรู้จักเราในแบบที่เราเป็นจริง ๆ รู้ว่าเราทำอะไรได้ (และเราต้องทำได้จริง ๆ) เป็นคนยังไง และมีอิทธิพล (Influence) กับคนกลุ่มไหน

สรุปก็คือ สิ่งที่เราต้องแสดงออกมาก็คือ เราเป็นใคร และเรากำลังคุยกับคนกลุ่มไหน สมมติว่าจะมีคนมาติดต่องาน เขาก็ต้องรู้ว่า เราเป็นใคร เราทำอะไรได้บ้าง และเราคุยกับใครอยู่ เช่น กลุ่มวัยรุ่น กลุ่มคนชอบวิทยาศาสตร์ กลุ่มนักเรียนมัธยม หรือคนที่กำลังอยากซื้อรถ อะไรก็ว่าไป (เพราะสุดท้ายเขาสนว่าเราทำอะไรได้บ้างสำหรับเขา ไม่ใช่เราทำอะไรได้บ้างสำหรับเรา)

ตัวอย่างของการทำให้คนอื่นรู้จักเราก็เช่น

  • ทำโปรไฟล์ตัวเองบนโลกออนไลน์
  • ลองคิดแบบคนที่จะมาติดต่องานกับเรา ว่าเขาจะเจอเราได้ผ่านทางไหน แล้วทางนั้นของเราได้ผลจริงหรือเปล่า
  • แสดงให้เห็นว่าเราทำอะไรได้ และรู้จักกับคนกลุ่มไหน

Discoverable

ตัวอย่างข้อที่ 2 นั้นค่อนข้างสำคัญ เนื่องจากผู้อ่านอาจจะมีกลุ่มเป้าหมายที่เราอยากให้เขามาเป็นลูกค้าเราหลายแบบ ดังนั้นเราจะไม่จำกัดอยู่แค่ว่าเป็นบริษัท หรือเป็น Agency แต่เราจะเรียกว่า “คนที่ต้องการเรา” ซึ่งให้ลองนึกดูว่า Persona ของเขาเป็นอย่างไร เช่น เขาจะเจอเราผ่าน Facebook ไหม หรือจะเจอจากการค้นหาผ่าน Google แล้ว Google เจอแบบไหน เจอจากการค้นหาจาก Brand ของเรา หรือเอาชื่อของเราไป Search หาโดยตรง และเราหายากหรือเปล่า 

ให้คิดแบบนี้ว่าในเมื่อเขาค้นหาใน Google แล้ว แปลว่าเขากำลังอยู่ในช่วงที่สนใจเรา และถ้าเรายังทำให้เขาเจออะไรก็ไม่รู้อยู่แปลว่าเราสอบตกเรื่อง Personal Branding แล้ว ในหัวข้อ Discoverable หรือการทำตัวให้คนหาเจอ

Message

เคยมีคำพูดที่บอกว่า Work Hard In Silence and Let Success Makes The Noise ซึ่งจริง ๆ เราไม่ค่อยเชื่อตรงนี้เท่าไหร่ คือเข้าใจว่าเมื่อก่อนอาจจะใช่ เพราะว่าคนที่ครองสื่อคือคนอื่นที่ไม่ใช่เรา คนที่พูดถึงเราไม่ใช่เรา แต่อย่าลืมว่าการครอบครองสื่อนั้นช่วยให้เราสามารถควบคุม Message และบทสนทนา Conversation ที่คนจะพูดถึงเราได้จริง ๆ วันนี้เราครองสื่อเราเลือกที่จะพูดถึงตัวเองในมุมที่เราอยากพูดได้ ให้ลองนึกภาพว่าเราเป็นนักวิทยาศาสตร์คนนึงสมัยก่อน เราประดิษฐ์หลอดไฟ เราทำครั้งที่ 1 พลาด ทำครั้งที่ 2 พลาด ไปเรื่อย ๆ สื่อก็อาจจะลงว่า เราทำหลอดไฟไม่สำเร็จมา 1,000 ครั้งแล้ว คนสมัยก่อนก็เลยบอกว่าให้ Work Hard in Silence แล้วรอประกาศทีเดียวในวันที่เรา Success เพราะพูดไปก็เท่านั้นคนก็เลือกที่จะสนใจ Failure มากกว่า Progress อยู่ดี ในขณะที่สมัยนี้ เราครอบครองสื่อได้ เราเล่า Progress ได้ ว่าเราได้เรียนรู้อะไร เราพยายามแค่ไหน 

เอาที่ชัด ๆ เลยก็คือ Elon Musk ในขณะที่สื่ออาจจะใช้วิธีเดิมว่า Falcon 9 ลงจอดแล้วระเบิด แต่ Elon Musk เลือกที่จะพูดถึงปัญหาว่าเพราะอะไร และพูดถึงแนวทางในการทำให้ครั้งหน้ามันดีขึ้น การพูด Progress นั้นช่วยได้เยอะ สื่ออาจจะลงว่า “Falcon 9 Fail to land” แต่ Elon Musk อาจจะเลือกทวีตว่า “Landing is almost successful”

สิ่งที่กำลังจะบอกก็คือ เราอยู่ในยุคที่โชคดีมากที่จะได้สื่อสารโดยเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง และสร้าง message ที่มาจากเราได้จริง ๆ ดังนั้น เวลาจะโพสต์อะไรลงใน Facebook หรือ Social ต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่เป็นประโยชน์ในการขายตัวเองก็คือ โพสต์ควรจะมีวัตถุประสงค์ว่าเราอยากจะสื่อสารอะไรกับใคร เพื่ออะไร เรามีความคิดอะไร ความเชื่ออะไร เราทำงานแบบไหน เราชอบทำงานกับคนแบบไหน เรามีทัศนคติต่อประเด็นทางสังคมอย่างไร เราทรีตน้อง ๆ ในทีมแบบไหน

จะสังเกตว่า Personal Branding นั้น ลึกไปจนถึงวิธีการคิด และการสื่อสารมันออกมา ซึ่งมันจะส่งผลต่ออะไรหลาย ๆ อย่างรวมถึง Brand ของเราที่ไม่ได้เป็น Personal ด้วย สุดท้ายแล้ว 2 สิ่งที่เราควรจะโฟกัสก็คือ Discoverable และ Message ที่สุดท้ายมันจะช่วยให้เราเป็นที่รู้จัก น่าเชื่อถือ และมีงานเข้ามาอย่างแน่นอน

 

เรียบเรียงโดย ทีมงาน RAiNMAKER