Interview

miss arisa November 24, 2018

สัมภาษณ์ : Beartai12+ ก้าวใหม่ของแบไต๋และ ‘หนุ่ย พงศ์สุข’ บวก BNK48

เชื่อว่าหลายๆคนที่คลิกเข้ามาอ่านบทสัมภาษณ์คงโตมากับรายการแบไต๋ไฮเทค หรือถ้าย้อนไปไกลกว่านั้นก็ ไอทีวันใหม่ รายการข่าวไอทีตอนดึกยุคที่เรายังต้องต่อโมเดมเล่นอินเตอร์เน็ตกันอยู่ แน่นอนว่าคุณต้องรู้จักผู้ชายคนนี้ หนุ่ย-พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ 

กับ 20 ปีผ่านมาบนเส้นทางคนทำสื่อที่ผ่านมาแล้วทั้งยุคโทรทัศน์รุ่งเรื่อง จนมาถึงยุคโซเชียลมีเดียครองเมือง และวันนี้กับก้าวใหม่ที่เรียกเสียงฮือฮากับการเปิดตัวพิธีกรจาก BNK48 ภายใต้โปรเจกต์ Beartai12+

RAiNMaker : เส้นทางและความแตกต่างระหว่างทางช่วงที่ผลัดเปลี่ยนจากทีวีมาเป็นออนไลน์เป็นอย่างไรบ้าง

หนุ่ย พงศ์สุข : โอ้โห การเปลี่ยนผ่านจากโทรทัศน์มาเป็นออนไลน์เนี่ย มันไม่มีเหตุผลอะไรนอกเหนือจากคำว่าเจ๊ง คือเมื่อก่อนการได้เวลาในโทรทัศน์คือทองคำ เราจะจุดพลุฉลองได้เลยถ้าเกิดว่าเราได้เวลาทางโทรทัศน์ ซึ่งการจะได้มาในยุคอดีตที่ทีวีมีแค่ 4 ช่องหลัก 3 5 7 9 เนี่ย เราแทบจะคลานเข่าไปขอ

เพราะว่าการที่สถานีจะเลือกใครสักคนมาทำรายการในวันนั้น เขาต้องมั่นใจว่าเรื่องมัน mass และ IT มันไม่เคย mass IT มันคือเรื่องของความเฉพาะทาง ความเป็นนักวิชาการ หรือกลุ่มที่สนใจ IT ต้องนอนดึกหรือเปล่าอะไรอย่างนี้ คือความคิด perception เดิมๆ มันเป็นอย่างนั้น

ณ วันที่ยังเป็นเด็กน้อยคนหนึ่ง แล้วบอกเขาว่า IT ต้องอยู่ในข่าว เราต้องมีข่าวด้านเทคโนโลยี ไม่อย่างนั้นแล้วคนจะซื้อมือถือหรือคอมพิวเตอร์เพียงแค่มันสวย จอชัด กล้องชัด แต่เราต้องการบอกว่ามันเอาไปทำอะไรได้ และ inspire ผู้คนผ่านงานแถลงข่าว ดังนั้นเราก็อยากใช้สื่อหลัก ผู้บริหารช่องยุคนั้นในอดีตก็สนใจ “ใช่ครับ ถูกต้องครับ IT ต้องอยู่ในข่าว ใช่เลยๆ”

ส่งผมไปฝ่ายข่าว เสร็จปุ๊บบอก “จะทำทุกวันเลยเหรอ เอาอาทิตย์ละวันก่อนละกันนะ จัดเป็นวันไหนดี อะวันศุกร์นะ ตีหนึ่ง” อะไรอย่างนี้ ซึ่งมันเป็นวิธีคิดในกรอบนั้นว่าเวลาเป็นเงินเป็นทองไปหมด ฉะนั้นเนี่ยจะเอา IT มาออกอากาศนานๆ คงไม่ได้ ผมก็อยากจะทำยาวหน่อยเขาก็บอกให้ 2 นาที ให้ 3 นาที ก็เลยกลายเป็นคนพูดเร็วโดยอัตโนมัติเลยจากการที่ถูกบีบว่ามันมีเวลาแค่นั้นน่ะครับ

แต่ผมบอกตัวเองว่า IT คือ consumer IT คือทุกคน เพราะสุดท้ายสิ่งที่เราถือทุกอย่างมันเป็น IT หมด ยิ่งตอนนี้ Internet of Things มาใช่ไหม Internet เป็นทุกสรรพสิ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างมันต่อเน็ตหมดมัน ก็เป็นเรื่องที่มันไปได้กับวิทยาการความก้าวหน้า ฉะนั้นมันจึงไม่ควรเป็น content ที่ต้องอยู่เฉพาะเวลาดึกๆ อย่าง Rainmaker เราเป็นคนทำฝนใช่ไหมเราก็อยากให้มันตกทั่วฟ้า เราก็อยากจะไปอยู่ในที่ที่คนมันมีอยู่เยอะไม่ใช่ว่าเป็นแค่จุดเล็กๆ

RAiNMaker : พอวันที่รู้ตัวว่าเราไม่ไปต่อกับโทรทัศน์แน่ๆสิ่งแรกที่มองหาคืออะไร

หนุ่ย พงศ์สุข : มีคนถามผมเยอะว่าย้ายไปออนไลน์จะออกเฉพาะ Facebook หรือ YouTube หรือนู่นนี่นั่น ผมบอกว่าผมไม่เคยยึดติดเลย social ไหน หรือช่องทางใดมีคนเราก็จะไป โดยเราจะไม่ง้อคลื่นความถี่ เพราะเราตัดสินใจแล้ว ยุติชีวิตการเช่าคนอื่น เราเลิกเช่าเวลาสถานี เราเลิกเช่าสถานที่ในการที่จะจัดรายการที่อาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายบานเบอะเลอะเทอะมากมาย

ภาพ : แบไต๋บุกเพจดัง

อีกอย่างเราทำกันมา 12 ปี สิ่งที่มันเกิดขึ้นแล้วดับไปก็คือผังเวลาที่ไม่เคยตรงกันเลย ทำช่องนั้นช่องนี้แป๊บๆ ก็เปลี่ยนผัง สังเกตตัวเอง 3-4 ปีให้หลังมีคนเดินมาทัก “เอ๊ คุณทำอยู่กี่โมงอะ ช่องไหนอะ ยังทำอยู่เปล่าอะ” มันจะมีคำถามแบบนี้เข้ามาตลอด

ผมก็เลยเริ่มค้นพบว่า อ๋อผู้คนเขาเลิกจำเวลาแล้ว ถึงผมบอกไปเขาก็จำไม่ได้อยู่ดี เพราะโทรทัศน์มันไม่ใช่ 4 ช่องหลักอีกต่อไปแต่มันกลายเป็น 24 ช่องบวกทั้งผัง 48 ช่องที่อาจจะยังเปิดกันไม่ครบเนี่ย แค่นี้ก็ดูกันไม่หวาดไม่ไหวแล้ว

ฉะนั้นโดยพอเปลี่ยนมาเป็นออนไลน์ ความคิดแรกคือเราควรเป็นผลลัพธ์ให้เขา search เจอมากกว่า ณ วันนี้ถ้าเราพิมพ์คำว่าแบไต๋เข้าไปใน Google เราก็จะพบว่า 1 ผลลัพธ์ทั้งหน้าคือแบไต๋ของเราหมดแล้ว มันเป็นแบไต๋ที่เดิมอาจจะชื่อไฮเทค หรือมันเป็นเว็บแบไต๋ มันเป็นหนุ่ย แบไต๋ มันเป็นเรื่องราวที่เราแบไต๋เกี่ยวกับเทคโนโลยีต่างๆ มันเป็น content ของเราหมดทั้งหน้าแล้ว ฉะนั้นเนี่ยเราจึงอยู่ในนี้ เราต้องการที่จะเป็นผลลัพธ์ให้คน search เจอ เราจะไปในทุกช่องทาง

 

Social Media มันเป็นเสรีภาพ ทุกคนจะทำอะไรกับมันก็ได้ นานแค่ไหนก็ได้ ถ้าคอนเทนต์มันสนุกพอ มันก็จะมีคนอยากดูไปเรื่อยๆ

 

RAiNMaker : Beartai ทำรายการเกี่ยวกับไอทีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว น่าจะปรับตัวได้เร็วกว่าคนอื่นๆ

หนุ่ย พงศ์สุข : มันไม่มีใครที่จะ pro ถาวร คนเคยเก่งจากเรื่องนึงพอวันนึงมันเปลี่ยนวิธีการมันก็ต้องเรียนกันใหม่ มันก็เป็นเรื่องที่เราต้องเรียนรู้ไปตลอด สัมมนาอบรมอะไรต่างๆ เนี่ยผมเคยไปพูดในงาน Digital Transformation มีป้าคนหนึ่งตะโกนออกมาตอนที่ฟังไปสักพัก “โอ๊ย ปีก่อนก็เรื่องนึงปีนี้ก็อีกเรื่องนึงอีกแล้ว” ผมก็บอกไปว่าถูกต้องแล้วครับ มันก็เป็นเรื่องที่ต้องเรียนใหม่อยู่แล้วเพราะว่าความรู้มันต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต เนื่องจากความรู้ปัจจุบันมันเก่าเร็วและไม่มีความรู้ถาวร

ผมเองพูดให้คนใช้อินเตอร์เน็ตมาโดยตลอด จริงๆเหมือนทุบหม้อข้าวตัวเองทุกวัน เพราะว่าในยุคอดีตเราใช้สื่อ traditional ป่าวประกาศบอกผู้คนว่าอินเตอร์เน็ตมันดี ใช้คอมพิวเตอร์กันเถอะ มันใช้อย่างนี้ มันมี Tip ยังไง การใช้งานยังไง แล้วสุดท้ายวันหนึ่งเมื่อทุกคน shift จากโทรทัศน์ออกไปอยู่กับคอมพิวเตอร์ กับสมาร์ทโฟน มันก็คือการทำให้หม้อข้าวตัวเองเนี่ยแตกไปเรื่อยๆ

RAiNMaker : แล้วการเปลี่ยนแปลงในชีวิตการทำงานส่วนตัวของคุณหนุ่ยมีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง

หนุ่ย พงศ์สุข : มีผู้ใหญ่ท่านนึงพูดกับผม พี่ตูน-สุธีรพันธุ์ โอ้โห! ทำผมเกือบเสีย self เลย เขาบอก “จริงๆ คนก็ไม่ได้ต้องการให้คุณหนุ่ยสอนคอมแล้วนะ เพราะว่าทุกคนเขาใช้เป็นหมดแล้ว” ผมเนี่ยถึงกับตั้งคำถามตัวเองเมื่อซัก 3 ปีที่แล้วกับสิ่งที่พี่ตูนพูดไว้ ตกลงมันหมดเวลาของเราแล้วหรือเปล่า? แต่ว่าสุดท้ายเราก็ค้นพบว่าจริงๆ แม้เขาไม่ได้ต้องการให้สอนคอมพิวเตอร์เขาเหมือนกับที่ผมเคยทำกับ IE Show.com, e-variety หรือ IT Genius อย่างนี้

ภาพ : beartai.com

วันนี้สิ่งที่เขาต้องการคือจะซื้ออะไรดี เราก็ควรจะบอกเขาเพราะว่าเราบอกว่า รู้ทุกเรื่องแต่ไม่ต้องซื้อทุกเครื่อง เขาก็สามารถที่จะตัดสินใจได้จากการที่เราพยายามหาทุกๆ เครื่องมารีวิวให้ดูนะครับ นี่ก็คือสิ่งที่เราทำในวันนี้ วันที่ทำ Line Official ออกมามันก็ได้ผลดีในระดับหนึ่ง Facebook, YouTube ช่องทางอื่นๆ ที่เป็น social เอง integrate รวมกันเราก็ได้รับการตอบรับที่ดี

Advertiser ในตลาดก็ต้องการจะซื้อสื่อโฆษณา แต่ว่าเราก็จำเป็นจะต้องสร้าง owned content หรือทำคอนเทนต์ที่เราสนใจเองด้วยเจตจำนงเสรีของเราเพื่อออกมา balance นะครับ มันปฏิเสธไม่ได้หรอกวันนี้

 

พูดตรงๆ คนทำคอนเทนต์ ก็หวังโฆษณาทั้งนั้นเพราะว่าเราไม่ได้มีรายได้จากการทำคอนเทนต์โดยตรง ยิ่งเราไม่ได้อยู่ในประเทศที่ยอมรับการซื้อลิขสิทธิ์ ฉะนั้นเนี่ยเราก็ต้องปล่อยฟรีตามครรลองปกติทั่วไป

 

แต่ว่าโฆษณาวันนี้ก็เปลี่ยนโฉมหน้าไป ก็ไม่เหมือนโฆษณาในอดีตที่จะยอมให้ “พักสักครู่คร้าบ” แล้วก็ดูโฆษณาไป ผ่านไป 8 นาที 9 นาทีกลับเข้ามาใหม่ คนวันนี้ไม่รอ ฉะนั้นโฆษณาจึงจะต้องเป็นเนื้อ content นั้น เป็น branded content ซึ่งไอ้ branded content แบบนี้เราก็ต้องบอก advertiser ชัดเจนตั้งแต่แรกนะครับ และต้องยอมรับการถูกวิจารณ์ด้วย

เราจะต้องพูดทั้ง pro และ con คือด้านบวก-ด้านลบ เราจะต้องตั้งข้อสังเกต เพราะเราต้องการแฟร์กับคนดู เราจะเลิกการโฆษณาโต้งๆ ฉะนั้นเราอาจจะชมจากความที่มันดีจริงๆ แล้วเราก็ตั้งข้อสังเกตในจุดที่มันด้อย ซึ่งปัจจุบันแบไต๋ได้รับการโอบอ้อมอารีจากสปอนเซอร์ที่ได้เปลี่ยนวิธีคิดมาในมุมใหม่นี้มากมายเลยทำให้เราก็เป็นสื่อที่อยู่ได้ในโลกยุคนี้ หลังจากที่เราผ่านการ Digital Transformation มาอย่างหวุดหวิด ผมใช้คำนี้แล้ว

RAiNMaker : จากแบไต๋ไฮเทคถึง Beartai12+ มีแนวคิดอะไรในการปรับโฉมครั้งนี้

หนุ่ย พงศ์สุข : แบไต๋มันนับนิ้วได้ 12 ปีพอดีเด๊ะน่ะครับ ที่ผ่านมาก็ถือว่ามีแฟนๆ ที่รักเราให้การอุดหนุนสายตาอย่างต่อเนื่อง หลายคนปัจจุบันนี้เดินมาทักด้วยความที่พี่หนุ่ยอยู่มา เผลอๆ แป๊บๆ ก็ 20 ปีแล้วนะ อยู่ๆ เราก็เจอกัน 20 ปีแล้ว เขาก็มาแบบ โอ้โห! ดูคุณตั้งแต่สมัยอยู่อนุบาลอะไรอย่างนี้ (หัวเราะ) ซึ่งบางทีมันก็ตลกดี แล้วก็หลายๆ คนก็อาจจะพูดในมุมว่า “มาเรียนไอทีเพราะพี่เลยนะเนี่ย” ซึ่งก็ต้องขอบคุณจริงๆที่เขามาให้เครดิตกับเรา ซึ่งเราก็น้อมรับแล้วก็มีความปลื้มใจที่เราได้มีส่วนเล็กๆ ในการจุดประกายให้เขามีอาชีพมีอนาคตที่ดีในปัจจุบันของเขา

ซึ่งตรงนี้มันเกิดจากที่ผมถนัดในการย่อยเรื่องราวที่ยากให้เป็นเรื่องง่าย ผมต้อง keep ว่าตัวนี้เป็นสิ่งที่ดีต่อสังคมผมต้องทำให้ได้ต่อไป ผมยังคงต้องขยันอ่านขยันคุยกับคนต่อไปเพื่อให้ผมได้มุมในการมาเล่าต่อ น้องๆ ที่มาต่อในแบไต๋ 12 ซึ่งไม่ได้แปลว่ามีแค่ 12 คนนี้ ต่อไปเราจะบวกคนใหม่ไปเรื่อยๆ ถ้าผมเจอเพชรเม็ดงามจากตรงไหนหรือยังขุ่นอยู่แต่ผมรู้ว่าข้างในคือแก้วผมก็จะเจียระไน และผมก็จะพาคนเหล่านี้เข้ามาแนะนำกับคนดูแบไต๋ไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะให้เขาได้รับข้อมูลที่หลากหลายขึ้นผ่านตัวตนในหลายๆ แบบเพื่อเข้าถึงคนได้มากที่สุดนะครับ

ผมอยู่ตรงนี้มา 20 ปีแล้ว ผมพูดทุกวัน แล้วก็ขึ้นเวทีก็แทบทุกวันอยู่แล้ว ฉะนั้นเนี่ยผมต้องเอาทักษะตรงนี้มาเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้มากกว่านี้ ในการที่จะขยันมากขึ้นและทำคลิปมากขึ้น วันนี้ตั้งใจจะขยันมากไปกว่าร่างกายตัวเอง จึงจะต้องมี Beartai12+ เกิดขึ้นเพื่อที่จะบวกกับคนใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ ครับ

RAiNMaker : มาถึงการเลือกคนมาเติมเต็ม Beartai12+ ซึ่งมีทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ คุณหนุ่ยมีเกณฑ์การคัดเลือกอย่างไร

หนุ่ย พงศ์สุข : เนื่องจากคนส่วนใหญ่เวลาจะดูอะไรก็มักจะดูวัยเดียวกันหรือใกล้เคียงกันนะครับ เด็กดูเด็กด้วยกันเองนะครับ วันนี้พี่หนุ่ยก็มีแฟนเป็นผู้ใหญ่แล้ว เพราะว่าต้องยอมรับความจริงว่าทุกคนก็โตขึ้นนะครับ คนที่มีครอบครัวคนที่มีภาระงานมากขึ้นมีลูกต้องดูแลเขาอาจจะมีเวลาอุดหนุนสายตาน้อยลง แต่เวลาเจอกันเราก็ยังมีความรู้สึกดีๆ ต่อกันอยู่ แต่เพียงแต่ว่ามันอาจจะไม่ได้ตะบี้ตะบันดูกันทุกคลิปเหมือนสมัยที่เราเด็กๆ ใช่ไหม

ฉะนั้นเราก็ต้องมีเด็กรุ่นใหม่ๆ เข้ามา ทีนี้การมาถึงของเด็กรุ่นใหม่ๆ เนี่ยเราเริ่มจากการพิสูจน์กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่เราไม่ได้มาพร้อมกัน เราค่อยๆ ทยอยมาทีละคน คิว-เตมี มา ก็มาจากสถานีวิทยุเขาเลิก แล้วเขาก็จะต้องหาอะไรสักอย่าง แล้วเฟื่องลดาแนะนำมาพอดีเป็นเพื่อนกันมา เราก็มาลองดู คิวจะลองเป็นคิวรีวิวมั้ย นี่คิดชื่อใหม่ละ เข้าคิวรีวิว อะไรอย่างงี้นะ เขาก็สามารถที่จะไปดึกได้ เที่ยงคืนที่ Samsung Galaxy รุ่นใหมๆเปิดตัว ซึ่งหนุ่ย-พงศ์สุขแก่เกินกว่าที่จะไปอดนอนแล้ว ก็จะมีน้องคิวไป

หนังออกโรงมารีวิว เกตต์-ตรีวรัตถ์ ซึ่งก็คือ เกตต์ แฟนฉันในอดีตนี่แหละที่รู้จักกับหนุ่ย-พงศ์สุขมาตั้งแต่พากย์ก้านกล้วยด้วยกัน ผมพากย์เป็นจิ๊ดริด นกสื่อสารแห่งกองทัพกรุงศรีอยุธยา น้องเกตต์ก็เป็นก้านกล้วย เรามีความสนิทกันจากวัยเด็ก หายกันไปสักพักนึงยังเห็นกันอยู่ใน Facebook บ้างลางๆ พอสุดท้าย อ้าว โตเป็นหนุ่มแล้ว กวักมือเรียก ลองมาทำไหม เขาก็ไปออกโรงมารีวิว ไปดูหนังรอบพรีวิวได้ รอบดึกได้ เสร็จปุ๊บออกมาแล้วรีวิวแรกว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างนะครับ

เราไปเจอลูกแก้ว-ศรีกานต์ จากการเป็นพิธีกรอีเวนท์ แล้วก็ อื้ม! เด็กคนนี้ใช้ได้ ผมเองก็ปั้นมาหลายคนนะถ้าเอาจริงๆ แล้วนะ ก็ไม่ได้จะนึกย้อนเพื่อจะทวงอะไรแต่ว่าผมก็คิดว่าสายตาที่มองคนก็ค่อนข้างมาตรฐานอยู่ ก็จะมองว่า เออ คนนี้เราน่าจะส่งเสริมให้เขาดีขึ้นได้ เพราะว่าวงการนี้ไม่มีเต็มหรอก

ผมเคยตั้งคำถามนะว่าถ้ามันเต็มแล้วมันแย่งกันจริงๆ หนุ่ย-พงศ์สุขต้องหายไปแล้ว แต่ตอนนี้หนุ่ย-พงศ์สุข 20 ปีแล้วและยังคงทำพิธีกร IT อยู่ในเวทีสำคัญๆ อยู่ก็แปลว่าคนเราไม่พอ เพราะว่าถ้าคนเราพอมันต้องเบียดจนคนที่แก่จะต้องหายไปซึ่งมันอาจจะเป็นความจริงที่โหดร้าย แต่วันนี้ผมก็ยังมีความสุขกับการทำ ฉะนั้นหน้าที่ของคนมาก่อนจึงเป็นหน้าที่ของคนที่ให้โอกาสคนต่อๆ ไปในรุ่นต่อไป ผมก็เลยคิดว่าเอาเด็กใหม่ๆมาเติมใน Beartai12+

RAiNMaker : แล้วกับน้องๆ BNK48 แต่ละคนมีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะคอนข้างเซอร์ไพร์สแฟนๆ 

หนุ่ย พงศ์สุข : BNK48 เนี่ยเกิดจากการที่เรารู้จักและเคยร่วมงานกันกับบอสซังเนี่ย คุณต้อม-จิรัฐ คุณ โรส-มนต์พิชิตเนี่ย ซึ่งก็เห็นกันมาตั้งแต่ทุกคนอยู่ในวัย 20 ต้นๆ จนวันนี้ทุกคน 40 กันหมดแล้ว แล้วทุกคนก็ได้สร้างอาณาจักรในรูปแบบของตัวเอง ในขวบปีแรกของ BNK ก่อน success ด้วยคุกกี้เสี่ยงทาย เราก็เคยทำสื่อสนับสนุนน้องจากการที่เราเห็นว่าต้อมเขาตั้งใจ คุณโรสเขาตั้งใจ แล้วก็มันมีอะไรในนั้นที่มันน่าสนใจมากกว่าคำว่าแฟนเพลง แต่มันมีชีวิต มีความรู้สึก มันมีกฎเกณฑ์มี reality อะไรบางอย่างอยู่

เราก็ไปทำสกู๊ปเล่าพอเล่าเสร็จมันออกมาดีเขาประสบความสำเร็จขึ้น จากการที่ทุกคนทุกถนนวิ่งไปที่เขา เขาไม่ลืมเรา พอเราติดต่อไปเขาก็จัดศิลปินที่เรียกว่าสามารถจะสร้างยอดวิวได้มาให้  ส่วนฝั่งเรามีกองถ่าย มีทีมงาน มีคนช่วยทำ script จากความต้องการของน้องๆ  คอนเซ็ปต์หรือธรรมชาติบางอย่างมันต้องออกมาจากข้างใน แล้วพี่จะเทรนให้ในช่วงแรก ผมใช้คำว่าคายตะขาบ ผมจะคายตะขาบให้ว่าพูดยังไงแล้วมันน่าสนใจ

RAiNMaker : คาแรคเตอร์ของแต่ละคนแตกต่างกันยังไงบ้าง และนำเสนอออกมายังไง

หนุ่ย พงศ์สุข : น้องอรนะ อรอุ๋งเนี่ย น้องอรเป็น Orn App-proved คือน้องจะต้อง prove หรือพิสูจน์ Application ส่วนเจนเนี่ยตอนนี้จะมีคำว่าชัดเจน เราต้องการให้น้องเจน test เรื่องหูฟังซึ่งคุณภาพเสียงเนี่ยมันก็เป็นเรื่องที่คนอยากจะรู้ว่าอะไรดีไม่ดี เรามาชัดเจนกันหน่อยไหม

หรือแนท แนทเทอรีนซึ่งเป็นธิดาชาวสวนในโลกฟุตบอลเนี่ย มาอยู่กับเราเป็นแนทแนะนำได้ไหม เราเป็นแนทแนะแนวได้ไหม เพราะพี่หนุ่ยจะแนะนำไง แล้วน้องแนทก็แนะแนวหน่อยแล้วกัน เอาเรื่องที่มันเป็นความรู้ที่มันน่าจะเป็นประโยชน์กับคนรุ่นต่อๆ ไปเพราะว่าถ้าจะให้เขาดูความรู้ก็ควรจะเป็นเพื่อนเขาพูดให้ฟังหรือเปล่าในวัยเดียวกันผมยังคงยึดถือว่าเด็กดูเด็กด้วยกันเอง

RAiNMaker : แล้วกับพิธีกรคนอื่นๆ ความถี่ในการทำคลิปของแต่ละคนจะเท่าๆ กันไหมหรือจะมีใครที่เป็นตัวหลัก

หนุ่ย พงศ์สุข : ถ้าเป็นโลกของสื่อเก่า เขาจะต้องบอกว่า “แล้วเราจะพบกันในเวลา… ทุกวัน… ออกอากาศ…” ทุกอย่างต้องมีผังรายการกำหนด จริงๆ สิ่งที่เราทำวันนี้เราไม่กล้าเรียกว่ารายการนะ ใครจะมาทะลึ่งเรียกว่ารายการแบไต๋ เราบอกไม่ใช่ เราไม่ใช่รายการ เพราะเราไม่ได้อยู่ในผังรายการ เราเป็นคลิป เราเป็นคลิปรายสะดวกที่ใช้คำว่าสดทันทีที่มีเรื่อง

ฉะนั้นโลกใหม่เราไม่ต้องนัดกันเพราะสุดท้ายเรามี Notification เราแค่กดกระดิ่ง Subscribe กันไว้ใช่ไหม มันก็จะมาตามเวลาที่เหมาะสม เพราะเราเลือกยิงตาม Demographic อยู่แล้ว คือเราพยายามจะยิงตามกลุ่มที่เราได้รับรีพอร์ตว่ายิงเวลานี้ดี เหมาะกับเรื่องนี้เรื่องนั้น เราก็จะยิงแบบนั้นอยู่แล้ว

 

ดังนั้นในมุมมองของเราก็คือไม่ต้องมีการนัดหมายความถี่ แต่ถ้าใครขยันเขาจะเข้าไปนั่งอยู่ในใจคน คนดูก็จะค้นพบความสม่ำเสมอจากเขา จากการที่เห็นบ่อยๆเอง

 

วันที่ประกาศคอนเซ็ปต์ครั้งแรก เราขอให้ทุกคนติดตามดูแบบที่คาดหวังความสม่ำเสมอและการพัฒนาตัวเองนะครับ ซึ่งแต่ละคนก็จะมาด้วยเสน่ห์ที่เป็นทุนเดิมของเขาบวกกับการพยายามที่จะทำให้คนดูเห็นได้ว่าน้องคนนี้เขาทำคลิปบ่อยและเขาก็สามารถที่จะเล่าเรื่องราวเก่งขึ้นเรื่อยๆ และความน่าสนใจมันอยู่ที่รูปแบบของบุคคลที่หลากหลายบุคลิกกันด้วย แบไต๋ 12 เรียงแล้วก็สวยดี แต่ไม่ต้องมานั่งอยู่เรียงกัน เราจะเรียงกันเฉพาะวันแถลงข่าว วันพูดเรื่องใหญ่ๆ เท่านั้น

แต่ทุกๆวันที่เราจะอยู่ในจังหวะชีวิตของผู้คน เราจะมาในแบบคลิปเดี่ยว แต่ละคนมีเรื่องของตัวเอง แล้วก็จะสามารถพูดได้อย่างแตกฉาน โดยที่พี่หนุ่ยจะเป็นห้องเครื่อง จะฝึกซ้อมและเทรนคนเหล่านี้ให้นะครับ ผมเองก็ยังทำคลิปของผมอยู่ ผมก็ไม่ได้หนีหายไปไหน เพราะว่าผมก็ commit กับสังคมแล้วว่าผมอยากจะทำสิ่งนี้ไปตลอดชีวิตถ้าผมทำได้และทุกคนสามารถที่จะดูได้ต่อไป

RAiNMaker : ด้วยคอนเซ็ปต์ Beartai12+ เหมือนจะเป็นต้นสังกัด ถ้าอย่างนั้นน้องๆที่เขาอาจจะเป็น Blogger,Youtuber อิสระอยู่ ถ้าเขาโดดเด่นพอเขาก็มีโอกาสเข้ามาเป็น Beartai12+

หนุ่ย พงศ์สุข : ใช่ครับ คุณไม่จำเป็นจะต้องไปเป็น BNK48 มาก่อนนะ คุณเป็นใครก็ได้ที่คาแรคเตอร์ ความสามารถไปได้กับเรา จริงๆ ถ้าเป็นไปได้เราก็อยากดูแลทุกคน แต่มันเป็นไปไม่ได้ไง เพราะว่าเราก็มีข้อจำกัดในการทำของเรา เราก็ต้องไปเพิ่มเตาเผาของเราว่าทำยังไงให้ตัดให้ทัน ถ่ายให้ทัน อะไรต่างๆ ซึ่งเรื่องนี้ด้วยความที่เราอยู่ในยุคที่สื่อมีความหลากหลายมาก

 

เราก็ไม่ได้ต้องการจะตั้งตนเป็นยักษ์ใหญ่ มันเป็นไปไม่ได้แล้วในวันนี้ แต่สิ่งที่เราต้องการไปต่อคือการอยู่ใน ecosystem ที่มีความสุขด้วยกันทั้งคนดูคนทำ

 

ซึ่งอันนี้ก็คงจะเป็นมุมที่เราต้องทำให้ได้ ฉะนั้นในอนาคตเกิด blogger คนนี้อยากจะพัฒนาบุคลิกภาพก็เข้ามา แต่ว่าแนวทางเราชัดเจน เรารู้ว่าทำแบบไหนได้ view แต่เราเลือกจะไม่ทำในบางอย่าง เช่น เราไม่พูดคำหยาบแน่ๆ เราไม่พาดหัวที่บิดเบือนแต่เราอาจจะพาดหัวให้มันตั้งเป็นคำถามไหม เพื่อให้เรียก view เรียก click เพราะเราก็รู้ tactic นั้น แต่เราทำให้มันสมดุลพอ อะไรไม่ดีเราเก็บคอมเมนต์เอามาพัฒนางานในต่อไป เพราะผมเป็นคนบ้าอ่านคอมเมนต์มากและทีมงานเราจำนวนไม่น้อยก็ช่วยกัน monitor สิ่งเหล่านี้เพราะเราแคร์คนดูมาก

RAiNMaker : ในฐานะที่ผ่านมาทุกยุคอยากให้ฝากอะไรถึงทั้งคนทำสื่อทั้งรุ่นเก่าที่ต้องเผชิญระบบใหม่ๆ

หนุ่ย พงศ์สุข : สำรวจตัวเองว่าอะไรเป็นขนบที่ไม่จำเป็นต่อการดำเนินไปของเรื่องราวก็เลิกซะ ผมจากคนที่บ้าทำ Title รายการมาก ผมต้องจ้างกราฟฟิก เอ้า! ออกแบบไอ้นี่ ปรินต์ไอ้นู้นคือเราโคตรบ้าเลย เราอยากให้ Title มันสวย เรามีความผูกพันกับโลกยุค 90 ที่เราโตขึ้นมา สุดท้ายผมจะต้องเลิก ไม่มี Title รายการ เลิกทัก เลิกสวัสดี เข้าเรื่องเลยเพราะคนไม่รอ จะไปมัวสวัสดีกันอยู่แนะนำตัวกันอยู่เขาก็เปลี่ยน ไถฟีดผ่านไปแลัว

 

ผมตั้งใจทำสิ่งนี้ แล้วก็ผมก็รู้ว่าหลายๆ คนก็ตั้งใจกันนะครับ หลายๆ ครั้งคนทำสื่อตั้งคำถามเสมอเลยว่าทำไมเรื่องสาระมันไม่ค่อยได้ View

 

RAiNMaker : สุดท้ายในมุมมองของ ‘หนุ่ย พงศ์สุข’ การทำยอดวิวและการทำสื่อคุณภาพเป็นเรื่องที่ไปด้วยกันได้มั้ย

หนุ่ย พงศ์สุข : เรื่องที่ฉาว แฉ หรือเป็นกระแส คอนเทนต์แบบนั้นวิว แชร์ คอมเมนต์เพียบ เราพยายามกันทุกวันแหละในการที่จะทำให้เรื่องสาระของเรามันกลายเป็นกระแส หรือจั่วหัวที่มันเรียกแขกเพื่อทำให้เกิด View คนอ่านก็มีทั้งเข้าใจและไม่เข้าใจ ฉะนั้นในมุมมองนึงก็คือเรากำลังต่อสู้กับโลกการแข่งขันในเชิงตัวเลขนะครับ เราก็ต้องตามโจทย์

แต่เราก็อยากจะทำให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ฉะนั้นสังคมจะอุดมปัญญาได้ เราอยากให้สิ่งไหนมันเกิด เราคลิกอ่านสิ่งนั้น เราไม่อยากให้สิ่งไหนมันเกิด เราเลิกคลิกอ่านสิ่งนั้น เพราะถ้าคุณหลงคลิกเข้าไปในเรื่องที่คุณเกลียด ระบบหรือ AI มันจะไม่มีทางแปลเจตนาได้เลยไปอย่างอื่นได้เลย เว้นเสียแต่ว่า “อ้อ ผู้คนเขาสนใจในเรื่องนี้” ไม่อยากให้มีข่าวฉาว ไม่อยากมีข่าวแฉ ไม่อยากให้มีเรื่องสกปรกในโลกออนไลน์ คุณอย่าคลิกเข้าไปครับ แค่นั้นเองครับ และสนับสนุนเรื่องที่คุณคิดว่ามันจะทำให้ประเทศเราพัฒนาต่อไปได้

เรียกได้ว่าเป็นบทสัมภาษณ์ที่เข้มข้น พร้อมเปิดมุมให้กับคนทำคอนเทนต์ออนไลน์ทั้งรุ่นเก่า รุ่นใหม่ ยังไงถ้าใครสนใจโปรเจกต์ Beartai12+ ก็ไปหาชมกันได้ที่ Youtube Channel Beartai หรือช่องทางโซเชี่ยลอื่นๆ สำหรับแฟนๆ BNK48 ก็อดใจรอกันอีกนิดได้ชมผลงานพิธีกรของทั้ง 3 คนเร็วๆนี้แน่นอน