
หากเราไถฟีดโซเชียลในทุกวันนี้จะพบว่า จำนวนคอนเทนต์และครีเอเตอร์ทวีคูณเพิ่มมากขึ้นทุกวัน เรียกได้ว่าคอนเทนต์เยอะจนคนดูไม่ทัน จนเกิดการแข่งขันของตลาดคอนเทนต์ และสไตล์คอนเทนต์แนวใหม่ ๆ ที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ามันถือเป็นสัญญาณการเติบโตที่ดีของ Creator Community และ Creator Economy ที่กำลังยกระดับสูงขึ้นไปตามกาลเวลา
แต่ในขณะเดียวกัน การเติบโตที่รวดเร็วของคอนเทนต์และครีเอเตอร์ก็ตามมาด้วยปัญหาซับซ้อนมากมายที่กลายมาเป็น Pain Point ประจำวงการ ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาเรื่องความไม่มั่นคงของอาชีพและรายได้ เนื่องจากโครงสร้างทางกฎหมาย, ปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะผลกระทบจาก AI, ความยากในการเข้าถึงสินเชื่อธุรกิจ ไปจนถึงการแข่งขันที่สูง จนอาจบีบบังคับให้ครีเอเตอร์หลายคนหลงลืมจริยธรรมและศีลธรรม เพียงเพื่อต้องการชนะในสงครามยอดวิว
สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้อย่างจริงจังและยั่งยืน ซึ่งอีกหนึ่งในปัญหาหลักของวงการครีเอเตอร์คือ การที่ไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรที่เป็นศูนย์กลางคอยดูแลและประสานงานให้ครีเอเตอร์ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่า “ทำไมเราจึงควรมีสมาคมครีเอเตอร์ไทย” และ RAiNMaker ในฐานะสื่อเพื่อครีเอเตอร์ ที่มองเห็นการเติบโตของวงการมาอย่างยาวนาน จึงอาสาเป็นตัวแทนในการจัดตั้ง “สมาคมครีเอเตอร์ไทย”
โดยสมาคมครีเอเตอร์ไทย จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างครีเอเตอร์และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงสร้างความมั่นคง อุดรอยรั่วจากปัญหาต่าง ๆ ผ่านการผลักดันนโยบายหรือข้อกฎหมายที่คุ้มครองครีเอเตอร์, การกำหนดและควบคุม Standards กลางในบางประเด็น เช่น เรตราคา กฎหรือข้อบังคับต่าง ๆ เป็นต้น
ทั้งนี้เพื่อเพิ่มโอกาส ความมั่นคง และยกระดับอาชีพครีเอเตอร์ให้เป็นอาชีพที่มีใบรับรองถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมรับสวัสดิการ รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ตามสมควรเทียบเท่าอาชีพอื่น ๆ ในอนาคต ให้สมกับคอมมูนิตี้ที่เติบโต และผลักดัน Creator Economy ให้มาไกลได้จนถึงทุกวันนี้
วันนี้ RAiNMaker จึงอยากชวนทุกคนมาตีแผ่ปัญหาที่อยู่คู่วงการครีเอเตอร์ พร้อมตอบคำถามว่าทำไมเราจึงต้องมีสมาคมครีเอเตอร์ไทย นอกจากนี้เรายังเปิดโอกาสให้ทุกคนร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดตั้งสมาคมครีเอเตอร์ไทย เพื่อวาดอนาคตวงการครีเอเตอร์ไทยไปด้วยกันอีกด้วย!
Pain Points ในวงการครีเอเตอร์

อย่างที่เกริ่นตอนแรกว่า วงการครีเอเตอร์ที่โตขึ้นก็มาพร้อมกับปัญหาในวงการที่มากขึ้น นอกจากเรื่องกฎหมายและลิขสิทธิ์, ผลกระทบจาก AI, การเข้าถึงสินเชื่อธุรกิจ และจริยธรรมในการทำคอนเทนต์แล้ว ยังมีปัญหาอีกมากมายนับไม่ถ้วนที่รอรับการแก้ไข โดยเราแบ่งปัญหาเหล่านี้ออกเป็น 5 หมวดหลัก ได้แก่
Content & Mental Health
สืบเนื่องมาจากจำนวนคอนเทนต์และครีเอเตอร์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้การแข่งขันในตลาดคอนเทนต์ดุเดือดมากขึ้น เดิมทีคนเลือกดูคอนเทนต์จากครีเอเตอร์ที่ชอบ กลายเป็นคนเลือกเสพคอนเทนต์มากกว่าตัวบุคคล ผลักให้ครีเอเตอร์ต้องเข้าสู่สงครามยอดวิว อย่างเลี่ยงไม่ได้
หากใครทำคอนเทนต์คุณภาพจนชนะใจคนดูก็ได้ยอดเอนเกจเมนต์ที่ดีไป แต่ใครที่สู้ไม่ไหวอาจต้องเผชิญกับภาวะ Burnout หรือ ปัญหา Mental Health ของแถมจากความกดดันที่ต้องต่อสู้ ทั้งอัลกอริธึม, ครีเอเตอร์คู่แข่ง และคำติชมจากคนดู
รวมถึงบางครั้งความกดดันเหล่านี้อาจเปลี่ยนครีเอเตอร์เป็นอีกคนที่กล้าทำทุกสิ่งเพื่อยอดวิวและยอดเอนเกจเมนต์ เปลี่ยนจากครีเอเตอร์น้ำดี กลายเป็นครีเอเตอร์ที่ขาดความรับผิดชอบในการทำคอนเทนต์ สู่การสร้าง Clickbait Culture ที่ไม่มีการควบคุมอย่างจริงจัง
เมื่อการทำคอนเทนต์ขาดการคัดกรองและควบคุมดูแล ยิ่งอาจทำให้ครีเอเตอร์ทำคอนเทนต์กันง่ายขึ้น โดยปราศจากการควบคุมคุณภาพ ส่งผลให้ตลาดครีเอเตอร์มีทั้งครีเอเตอร์คุณภาพและครีเอเตอร์ไร้คุณภาพเพิ่มขึ้นทุกวัน จนอาจนำไปสู่ภาวะอินฟลูฯ เฟ้อ ในอนาคต
นอกจากนี้ ปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้การแข่งขันในวงการคอนเทนต์ดุเดือดมากขึ้นไปอีก อย่างที่ทุกคนรู้กันดีถึงความสามารถของเทคโนโลยีในทุกวันนี้ โดยเฉพาะ AI ที่เข้ามาขยายขีดความสามารถในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งบางเครื่องมือหรือฟีเจอร์เหล่านั้นแลกมาด้วยราคาที่สูง ครีเอเตอร์หลายคนที่เข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านั้นได้มากกว่าจึงอาจมีความได้เปรียบในกระบวนการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มากกว่า
Copyright & AI Challenges
อีกหนึ่งวิกฤตในวงการครีเอเตอร์ที่เป็นที่ถกเถียงในวงกว้างคงหนีไม่พ้นวิกฤตลิขสิทธิ์ในยุค AI ที่ยังคงไม่มีกฎหมายรองรับอย่างจริงจัง ทำให้ครีเอเตอร์ต้องเผชิญกับการโดน AI นำผลงานไปเทรนโดยไม่ได้รับความยินยอม และยังไม่ได้ค่าตอบแทน แถมยังไม่มีช่องทางรองรับในการร้องเรียนเรื่องนี้โดยตรงอีกด้วย
เมื่อ AI ขยายขีดจำกัดในการสร้างสรรค์คอนเทนต์มากขึ้น ทั้งจากการเทรนที่ถูกต้องและนำผลงานคนอื่นไปเทรน ทำให้ทุกวันนี้ครีเอเตอร์ต้องต่อสู้กับการมาของฟีด AI Content Flood หรือคอนเทนต์ที่สร้างจาก AI ซึ่งใช้เวลาสร้างภายในไม่กี่วินาทีในปริมาณมหาศาล จนบางครั้งมันอาจกลายเป็นความได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรมของคอนเทนต์ AI
Education
สำหรับครีเอเตอร์เอง การศึกษาถือเป็นเรื่องพื้นฐานก่อนลงสนามจริง เราพบปัญหาว่าหลายหลักสูตรที่เกี่ยวกับการทำคอนเทนต์หรือการต่อยอดสู่ครีเอเตอร์ยังคงตามหลังเทรนด์และเหล่าอัลกอริธึมของแพลตฟอร์ม รวมถึงบางอุปกรณ์ยังไม่รองรับซอฟต์แวร์ใหม่ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะต้นทุน Software Licensing ที่สูง
อีกทั้งหลักสูตรการเรียนการสอนยังคงขาดการเพิ่มทักษะด้าน Business & Law ที่จำเป็นสำหรับอาชีพครีเอเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการบริหารจัดการภาษี, การเจรจาต่อสัญญาจ้าง และจริยธรรมอาชีพครีเอเตอร์
Legal & Ethics
ในเชิงกฎหมาย นอกจากอาชีพครีเอเตอร์จะยังไม่มีใบรับรองและบรรจุเป็นอาชีพที่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว การที่อาชีพครีเอเตอร์ถูกนับเป็นอาชีพฟรีแลนซ์ ยังส่งผลต่อสวัสดิการและสิทธิประกันสังคมที่ไม่เท่าเทียมกับอาชีพอื่น ๆ รวมถึงส่งผลต่อความยากในการเข้าถึงสินเชื่อธุรกิจ เช่น การกู้ธนาคาร อีกด้วย
นอกจากนี้ การไม่มีหน่วยงานหลักที่เป็นตัวแทนในการดูแลครีเอเตอร์โดยตรง ทำให้ขาดการกำหนดกฎเกณฑ์ที่เป็นบรรทัดฐาน, ขาดตัวกลางในการเรียกร้องสิทธิให้กับอาชีพครีเอเตอร์ รวมถึงอาจเป็นการเปิดช่องว่างให้บางหน่วยงานเข้ามาควบคุมครีเอเตอร์ โดยที่ไม่เข้าใจกลไกของอุตสาหกรรมครีเอเตอร์อย่างแท้จริง
Financial & Tax
ท่ามกลางจำนวนครีเอเตอร์และแพลตฟอร์มใหม่ ๆ ที่เพิ่มขึ้น หากไม่มีการควบคุมเรตราคาจ้างงานกลางเกิดขึ้นอาจทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการตั้งเรตราคาได้ การไม่มี Standard Rates อาจเพิ่มโอกาสให้ครีเอเตอร์บางคนตกเป็นเหยื่อของการถูกเอาเปรียบจากสัญญาจ้างที่ไม่เป็นธรรมได้อีกด้วย
นอกจากเรื่องรายได้แล้ว ครีเอเตอร์หลายคนยังต้องเผชิญกับการถูกหักภาษีซ้ำซ้อน (Withholding Tax) จากการสร้างรายได้บนแพลตฟอร์มต่างประเทศ ที่สุดท้ายแล้วเงินเหล่านั้นไม่ได้หมุนเวียนใน Creator Economy ไทยแต่อย่างใด
ทำไมต้องมี ‘สมาคมครีเอเตอร์ไทย’

ด้วยปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ อาจทำให้ทุกคนเห็นภาพชัดมากพอที่จะตอบคำถามในใจทุกคนว่าทำไมเราจึงต้องมีสมาคมครีเอเตอร์ไทย เพราะการจัดตั้งสมาคมไม่ใช่แค่เพื่อการควบคุม กำหนดกฎเกณฑ์ หรือเป็นเกราะป้องกันในการท้าชนกับหน่วยงานอื่น ๆ เท่านั้น
แต่สมาคมครีเอเตอร์ไทยจะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่สร้างมาเพื่อมอบโอกาส ความมั่นคง และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ อีกทั้งช่วยแก้ปัญหาและพาทุกคนไปสู่ทางรอด พร้อมยกระดับสู่อนาคตของ Creator Community ที่ดีกว่า ผ่านการรับรองวิชาชีพครีเอเตอร์ให้บรรจุในกฎหมาย พร้อมผลักดันสวัสดิการต่าง ๆ, การเป็นตัวแทนครีเอเตอร์ในการเจรจานโยบายกับภาครัฐ หรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงแพลตฟอร์ม
รวมถึงเป็นศูนย์กลางของข้อมูล มาตรฐาน และองค์ความรู้ของวงการ ทั้งการตั้ง Standard Rates, การจัดตั้งกองทุนสนับสนุนและเยียวยาครีเอเตอร์, การจัดตั้ง Creator Hub เพื่อสนับสนุนอุปกรณ์/ซอฟต์แวร์, การคุ้มครองลิขสิทธิ์ผลงาน และการพัฒนาทักษะด้าน Business & Law เป็นต้น
“สร้างสมาคมที่เป็นของครีเอเตอร์ทุกคน ไม่ใช่ขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง”
RAiNMaker ชวนทุกคนร่วมจัดตั้งสมาคมครีเอเตอร์ไทย

สุดท้ายการที่วงการครีเอเตอร์ไม่มีสมาคมเป็นตัวกลางก็เหมือนกับ “การทำงานที่ไม่มีผู้สนับสนุน” ดังนั้นการจัดตั้งสมาคมครีเอเตอร์ไทยขึ้นมา นอกจากจะช่วยเรื่องผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่ครีเอเตอร์ควรจะได้รับแล้ว ยังถือเป็นการสร้างความมั่นคงและโอกาสใหม่ ๆ ในวงการอีกด้วย
RAiNMaker ในฐานะสื่อที่อยู่คู่วงการครีเอเตอร์มานาน จึงขอเสนอเป็นตัวแทนในการร่วมจัดตั้งสมาคมครีเอเตอร์ไทย เพราะเราเห็นทุกปัญหา และเราพร้อมสนับสนุนวงการ รวมถึงเป็นสะพานเชื่อมให้กับครีเอเตอร์และหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อการต่อยอดในอนาคต
ก่อนที่สมาคมครีเอเตอร์ไทยจะจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ เราอยากขอความร่วมมือทุกคนที่ทำคอนเทนต์ในวงการครีเอเตอร์ ร่วมตอบแบบฟอร์มแสดงความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะในการจัดตั้งสมาคม รวมถึงสิ่งที่อยากให้สมาคมเข้ามาดูแลจัดการผ่านลิงก์ https://forms.gle/SqQtBf41XRbn3tHc7
“เพราะสมาคมครีเอเตอร์ไทยจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีเสียงของครีเอเตอร์”