
ตลาด E-Commerce ไทยกำลังมีผู้เล่นรายใหม่ที่ถูกจับตามองอย่าง ‘Thaimart’ แพลตฟอร์มสัญชาติไทยที่ก่อตั้งโดย คุณนอท-พันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ ซึ่งประกาศเดินหน้าสร้างทางเลือกใหม่ให้กับทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค ภายใต้แนวคิดการเป็นแพลตฟอร์มที่เติบโตไปพร้อมกับร้านค้า มากกว่าการแข่งขันด้วยสงครามราคาเพียงอย่างเดียว
ที่หลังจากได้มีการเปิดให้บริการได้ไม่นาน Thaimart ก็ได้รับกระแสตอบรับอย่างรวดเร็ว โดยแอปพลิเคชันก้าวขึ้นสู่อันดับต้น ๆ ของการดาวน์โหลดในประเทศไทย ขณะที่ร้านค้าหลายแห่งเริ่มสร้างยอดขายได้จริง บางร้านมียอดจำหน่ายหลักพันชิ้นภายในวันเดียว สะท้อนให้เห็นว่าทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการต่างกำลังจับตาการมาของแพลตฟอร์มรายใหม่นี้

โดยเบื้องหลังการเปิดตัวครั้งนี้คุณนอทระบุว่า เป้าหมายของ Thaimart ไม่ใช่เพียงการสร้างแพลตฟอร์ม E-Commerce อีกแห่ง แต่ต้องการสร้างแพลตฟอร์มของคนไทยที่ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรม ความโปร่งใส และการเติบโตของผู้ประกอบการไทย หลังจากที่ร้านค้าจำนวนมากต้องปรับตัวตามกติกาและเงื่อนไขของแพลตฟอร์มต่างประเทศมาโดยตลอด
ซึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ Thaimart ใช้เปิดตลาด คือการประกาศ ไม่เก็บค่า GP (Gross Profit Commission) จากร้านค้าในปีแรก ก่อนจะทยอยปรับเป็น 5% ในปีที่ 2, 8% ในปีที่ 3 และ 10% ในปีที่ 4 เพื่อลดภาระต้นทุนในช่วงเริ่มต้น และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนำเงินไปลงทุนกับสินค้า การตลาด หรือการสร้างฐานลูกค้าได้มากขึ้น แม้ในระยะยาวแพลตฟอร์มจะต้องสร้างผลกำไร แต่ก็ยังยืนยันว่าจะรักษาอัตราค่าธรรมเนียมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้ร้านค้าไทยสามารถแข่งขันได้
นอกจากนี้คุณนอทยังมองว่าความสำเร็จของแพลตฟอร์มไม่ควรวัดจากยอดขายรวมหรือ GMV เพียงอย่างเดียว แต่ควรวัดจากการที่ร้านค้าสามารถเติบโต สร้างรายได้ และทำธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่ Thaimart ต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นในตลาด E-Commerce ไทยอีกด้วย
อีกหนึ่งโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการในช่วงเปิดตัว คือร้านค้าทุกแห่งเริ่มต้นจากจุดเดียวกัน ไม่มีร้านใดมีฐานลูกค้าเดิมหรือรีวิวสะสมบนแพลตฟอร์ม ทำให้ผู้ที่เข้ามาเปิดร้านตั้งแต่ช่วงแรกมีโอกาสสร้างการมองเห็นและสร้างฐานลูกค้าได้ก่อนการแข่งขันจะเข้มข้นขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ในด้านคุณภาพสินค้า Thaimart ประกาศชัดว่าจะเปิดรับเฉพาะสินค้าของแท้และมีคุณภาพ โดยต้องการสร้างภาพจำให้ผู้บริโภคนึกถึง Thaimart เมื่อต้องการเลือกซื้อสินค้าที่เชื่อถือได้ คุณนอทมองว่า ผู้บริโภคไทยในปัจจุบันไม่ได้มองหาสินค้าราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์การซื้อสินค้า หากสามารถสร้างมาตรฐานนี้ได้ตั้งแต่เริ่มต้น ก็จะกลายเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว
และจุดยืนที่แตกต่างคือ Thaimart จะไม่เน้นการแข่งขันด้วยการแจกคูปองหรือโปรโมชันลดราคาเหมือนหลายแพลตฟอร์ม เพราะมองว่าการเก็บค่า GP ในอัตราที่ต่ำอยู่แล้ว จะช่วยให้ร้านค้าสามารถตั้งราคาที่แข่งขันได้ด้วยตัวเอง ขณะที่บทบาทของแพลตฟอร์มคือการช่วยสร้างแบรนด์ สร้างความน่าเชื่อถือ และสนับสนุนการเติบโตของผู้ประกอบการในระยะยาว
ซึ่งสำหรับสายครีเอเตอร์นั้นแอปพลิเคชัน Thaimart ได้เตรียมเปิดระบบ Affiliate ภายในเดือนกันยายน 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และนักรีวิว สามารถสร้างรายได้จากการแนะนำสินค้า โดยมองว่า Creator Economy จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน Social Commerce และช่วยเชื่อมโยงร้านค้า ครีเอเตอร์ และผู้บริโภคเข้าหากันผ่านคอนเทนต์นั่นเอง
ส่วนในด้านของระบบขนส่งทางแพลตฟอร์มได้เปิดให้ร้านค้าเลือกผู้ให้บริการได้ 3 ราย ได้แก่ Flash Express, KEX Express และไปรษณีย์ไทย โดยไม่มีการบังคับใช้บริษัทขนส่งรายใดรายหนึ่ง พร้อมยืนยันว่าทั้งร้านค้าและลูกค้าจะสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ที่เป็นคนจริงได้เมื่อเกิดปัญหา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดข้อจำกัดของการสื่อสารผ่านระบบอัตโนมัติหรือแชตบอตเพียงอย่างเดียว
ซึ่งนอกจากแพลตฟอร์ม E-Commerce แล้ว บริษัทยังอยู่ระหว่างการพัฒนาโซเชียลมีเดียใหม่ภายใต้ชื่อ ‘พบปะ’ ซึ่งใกล้พร้อมเปิดใช้งาน โดยมีเป้าหมายในการเชื่อมโยงร้านค้า ครีเอเตอร์ และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน เพื่อสร้าง Ecosystem ที่รองรับการเติบโตของธุรกิจออนไลน์ในระยะยาว แม้ในช่วงแรก Thaimart จะยังไม่มีรายได้จากค่า GP และต้องลงทุนกับทีมงานจำนวนมาก แต่ทางผู้พัฒนาก็ได้ตั้งเป้าหมายที่จะเริ่มสร้างผลกำไรหลังจากปีที่ 5 เป็นต้นไป
จึงสามารถสรุปได้ว่าการเปิดตัวของ Thaimart จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มผู้เล่นรายใหม่ในตลาด E-Commerce แต่ยังสะท้อนการแข่งขันในอีกมิติหนึ่ง นั่นคือการแข่งขันด้านความเชื่อมั่นและการสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการ ครีเอเตอร์ และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน

แทนที่จะใช้สงครามราคาเป็นอาวุธหลัก แพลตฟอร์มเลือกเริ่มจากการลดต้นทุนให้ร้านค้า เปิดพื้นที่ให้ครีเอเตอร์ผ่านระบบ Affiliate วางจุดยืนด้านสินค้าของแท้ และต่อยอดสู่โซเชียลมีเดียของตัวเอง หากสามารถผลักดันทุกองค์ประกอบได้ตามแผน ก็อาจทำให้ตลาด E-Commerce ไทยมีอีกหนึ่งโมเดลการแข่งขันที่ไม่ได้วัดกันเพียงยอดขาย แต่รวมถึงการสร้างคอมมูนิตี้และการเติบโตของผู้ประกอบการในระยะยาวด้วย
สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Thaimart ได้แล้ววันนี้ทั้งบน App Store และ Google Play Store
