
หากย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน การทำ Creator Marketing ของหลายแบรนด์นั้นยังมีสูตรสำเร็จที่คล้ายกัน คือการเลือกครีเอเตอร์ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมาทำงานในบรีฟ ที่มีพร้อม Key Message และ KPI ก่อนปล่อยคอนเทนต์ออกสู่ผู้บริโภค แต่ทว่าในปี 2026 ผู้บริโภคต่างเริ่มเห็นอีกหนึ่งแนวทางที่เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน นั่นคือการทำงานของ ‘Co-Creation’
เพราะแทนที่แบรนด์จะเป็นผู้กำหนดทุกอย่างตั้งแต่ต้นไปจนจบ หลายแบรนด์กลับเลือกที่แบ่งพื้นที่ให้ครีเอเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทตั้งแต่การออกแบบไอเดีย พัฒนาสินค้า สร้างคอมมูนิตี้ หรือแม้แต่ร่วมกำหนดทิศทางของแคมเปญ ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในปัจจุบันนั่นเอง
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้ส่งผลให้ผู้บริโภค ผู้ชม และผู้ติดตามในวันนี้ก็ไม่ได้มองหาเพียงคอนเทนต์ที่ขายเก่งเท่านั้น แต่เริ่มต้องการคอนเทนต์ที่จริงและเป็นธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งขณะเดียวกันครีเอเตอร์เองก็ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตคอนเทนต์ แต่ได้กลายมาเป็นเจ้าของคอมมูนิตี้ที่เข้าใจผู้ติดตามของตัวเองมากที่สุด
โดยสิ่งเหล่านี้ทำให้หลายแบรนด์เริ่มตระหนักได้ว่าในบางครั้งการปล่อยมือและเชื่อใจให้ครีเอเตอร์สร้างสรรค์ผลงานโดยปราศจากบรีฟและข้อกำหนดอาจสร้างผลลัพธ์ได้มากกว่าการเขียนบรีฟที่ละเอียดที่สุด
แต่เมื่อมองภาพใหญ่ขึ้นการทำงานร่วมกันแบบ Co-Creation ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโลกของ Creator Marketing เท่านั้น เพราะแนวคิดนี้ก็กำลังขยายไปสู่ระดับของ Content, Intellectual Property และ Creative Economy ที่กว้างขึ้น
เมื่อ Co-Creation ขยายตัวเกินกว่า Creator Marketing
ในอุตสาหกรรม Content และ Creative Economy หลาย ๆ คนเริ่มเห็นการเปลี่ยนผ่านจากการนำคอนเทนต์หรือ IP ส่งออกไปสู่ตลาดอื่นแบบทางเดียว ไปสู่การทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ในแต่ละประเทศมากขึ้น
ซึ่งแนวคิดนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านจาก From Export to Co-Creation ที่เจ้าของ IP จะเป็นผู้นำคอนเทนต์หรือคาแรกเตอร์ไปวางในตลาดใหม่ แต่ในวันนี้การขยาย IP สามารถเกิดขึ้นผ่านการร่วมมือกับ Local Partner เพื่อร่วมพัฒนาและสร้างมูลค่าใหม่ให้กับ IP ตั้งแต่ต้นทาง ทั้งในรูปแบบของ Rights, Licensing, Merchandising, Co-Production และ Localization
ทำให้การทำงานกับพาร์ตเนอร์ในแต่ละตลาดจึงไม่ได้มีบทบาทเพียงด้านการจัดจำหน่ายหรือโปรโมต แต่ยังสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเนื้อหา คาแรกเตอร์ สินค้า หรือประสบการณ์ใหม่ ๆ จากความเข้าใจใน Local Insight ของตัวเอง
ซึ่งตลาดของผู้บริโภคไม่ได้เป็นเพียงปลายทางของ IP แต่ยังเป็นแหล่งกำเนิดของเทรนด์และไอเดียใหม่ ๆ ที่สามารถย้อนกลับมาสร้างมูลค่าให้กับ IP ได้อีก โดยเฉพาะตลาดไทยและในอาเซียนที่มีทั้งวัฒนธรรมเฉพาะตัว ทำให้ Niche Community มีศักยภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตลาด BL/GL หรือคอนเทนต์เฉพาะกลุ่ม ส่งผลให้การเปลี่ยน Cultural Asset ให้กลายเป็น IP ที่แข็งแรงจึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญ
เพราะนอกจากจะเปิดทางให้ IP จากต่างประเทศเข้ามาสร้างความร่วมมือกับ Local Partner แล้ว ยังช่วยให้คอนเทนต์และวัฒนธรรมจากไทยและอาเซียนสามารถพัฒนาไปสู่ตลาดโลกได้เช่นกัน
ดังนั้นหัวใจสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การนำ IP ไปขายในตลาดใหม่เพียงอย่างเดียว แต่คือการเปิดพื้นที่ให้ผู้ถือสิทธิ์ เจ้าของคอนเทนต์ และพาร์ตเนอร์ในแต่ละตลาด ร่วมกันสร้างสิ่งใหม่จากความเข้าใจใน Local Insight และในมุมนี้เองการทำงานของ Co-Creation จึงไม่ได้หมายถึงแค่การร่วมทำคอนเทนต์ แต่กำลังขยับไปสู่การสร้าง Value Chain ใหม่ ๆ
และเมื่อมองกลับมามองที่ Creator Economy ทุกคนในวงโคจรก็จะเห็นภาพเดียวกันเกิดขึ้นในระดับที่ใกล้ตัวมากขึ้น เพราะในปัจจุบันมีแบรนด์จำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้มองครีเอเตอร์เป็นเพียง Media Placement ที่เข้ามาช่วยสื่อสารแคมเปญ แต่เริ่มเปิดพื้นที่ให้ครีเอเตอร์เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การสร้างคน พัฒนาสินค้า ไปจนถึงการออกแบบประสบการณ์
RAiNMaker จึงชวนทุกคนมาร่วมถอดสูตร 3 ระดับของ Co-Creation แห่งปี ผ่าน 3 แคมเปญที่สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อแบรนด์ไม่ได้เพียงจ้างครีเอเตอร์มาขายของ แต่เลือกชวนมาสร้างคุณค่าไปด้วยกัน Co-Creation สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ การร่วมสร้างคน การร่วมสร้างธุรกิจ ไปจนถึงการร่วมสร้างประสบการณ์
Creator Co-Creation | MAMA × ลูกเทพ
หมดยุคจ้างดาราถือซอง! เมื่อมาม่าลงทุนสร้าง Creator Ecosystem ของตัวเอง

Strategy: Brand as a Nurturer
การร่วมงานระหว่างมาม่าและเทพลีลาไม่ได้จบลงที่การซื้อพื้นที่โฆษณาหรือสปอนเซอร์รายการ แต่ขยายไปสู่การสร้างโครงการ ‘แก๊งลูกเทพ’ เพื่อค้นหาและพัฒนาครีเอเตอร์รุ่นใหม่
เพราะผู้เข้าร่วมไม่ได้เพียงสร้างคอนเทนต์ แต่ได้รับโอกาสเรียนรู้ ทำงานกับทีมมืออาชีพ และต่อยอดเป็น Friend of MAMA ซึ่งสามารถร่วมงานกับแบรนด์ในระยะยาว นี่จึงไม่ใช่แค่แคมเปญการตลาด แต่เป็นการลงทุนสร้าง Creator Ecosystem ที่เติบโตไปพร้อมกับแบรนด์
โดยที่ผ่านมาแบรนด์มักเช่าความน่าเชื่อถือของครีเอเตอร์เป็นครั้ง ๆ แต่โมเดลนี้เปลี่ยนมาเป็นการสร้างความสัมพันธ์ตั้งแต่ต้น และเมื่อครีเอเตอร์เติบโตมากับแบรนด์ การสื่อสารจึงดูจริงใจมากกว่า ขณะเดียวกันแบรนด์ก็ได้เครือข่ายครีเอเตอร์รุ่นใหม่ที่เข้าใจแบรนด์ตั้งแต่วันแรก นี่คือ Co-Creation ในระดับการสร้างคน
Business Co-Creation | SUNSU × เสือร้องไห้
ไม่ใช่แค่พรีเซนเตอร์ แต่คือ Co-Founder

Strategy : Content-Led Product
อีกขั้นของ Co-Creation คือการที่ครีเอเตอร์ไม่ได้เพียงร่วมสร้างคอนเทนต์ แต่เข้ามาร่วมสร้างธุรกิจ SUNSU และเสือร้องไห้ไม่ได้เริ่มจากการมีสินค้าแล้วค่อยหาคนมาโปรโมต แต่เริ่มจากตัวตน คาแรกเตอร์ และวัฒนธรรมของช่อง ก่อนต่อยอดเป็นแบรนด์ ถั่วแสบ ทั้งรสชาติ ชื่อสินค้า และแพ็กเกจจิ้ง หรือหากพูดอีกแบบคือสินค้าเกิดขึ้นเพราะมีครีเอเตอร์ ไม่ใช่ ครีเอเตอร์ถูกหามาเพราะมีสินค้า
โดยข้อได้เปรียบสำคัญคือแบรนด์มีฐานผู้ติดตามตั้งแต่วันเปิดตัว เพราะแฟนคลับรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมกับการเดินทางของโปรเจกต์มาตลอด และในขณะเดียวกันคอนเทนต์หลังเปิดตัวก็สามารถเล่าเรื่องสินค้าได้อย่างแนบเนียน เพราะสินค้านี้เป็นส่วนหนึ่งของโลกของครีเอเตอร์อยู่แล้ว นี่จึงเป็น Co-Creation ในระดับการสร้างธุรกิจ
Content Co-Creation | Samsung × คัลแลน-พี่จอง
บรีฟที่ดีที่สุด คือการไม่บรีฟ

Strategy : Native Product Placement
แม้จะเป็นแบรนด์เทคโนโลยีที่มีรายละเอียดสินค้าให้สื่อสารมากมาย แต่ Samsung กลับเลือกให้ Galaxy เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเดินทาง ไม่มีจังหวะหยุดคลิปเพื่อขายสินค้า ไม่มีการท่องสเปกยาว ๆ แต่ปล่อยให้ครีเอเตอร์หยิบมือถือขึ้นมาใช้งานในช่วงเวลาที่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอ หรือใช้ฟีเจอร์ต่าง ๆ ระหว่างการเดินทาง
สิ่งที่ Samsung ได้กลับมา ไม่ใช่เพียงการมองเห็นสินค้า แต่คือความไว้วางใจ เพราะแฟนคลับรู้สึกว่าแบรนด์ไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนวิธีทำคอนเทนต์ของครีเอเตอร์ และหลายครั้ง การเห็นครีเอเตอร์ใช้งานจริงเพียงไม่กี่วินาที ก็สร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่าการอธิบายสเปกเป็นนาทีนี่จึงกลายเป็น Co-Creation ในระดับการสร้างประสบการณ์
Co-Creation กำลังมีมากกว่าการร่วมทำคอนเทนต์
ดังนั้นแล้วทั้งสามแคมเปญอาจมีรูปแบบแตกต่างกัน แต่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของ Creator Marketing ในทิศทางเดียวกัน
- Creator Co-Creation: ร่วมสร้างคนและ Creator Ecosystem (MAMA × ลูกเทพ)
- Business Co-Creation: ร่วมสร้างสินค้าและโมเดลธุรกิจ (SUNSU × เสือร้องไห้)
- Content Co-Creation: ร่วมสร้างประสบการณ์และการเล่าเรื่อง (Samsung × คัลแลน-พี่จอง)
ถึงแม้ปลายทางของแต่ละแคมเปญจะต่างกัน แต่จุดเริ่มต้นกลับเหมือนกัน นั่นคือการยอมให้ครีเอเตอร์เข้ามามีบทบาทตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่ใช่เพียงส่งบรีฟเมื่อทุกอย่างถูกวางแผนไว้เสร็จแล้ว
เพราะจากเดิมที่แบรนด์เป็นผู้กำหนดแทบทุกองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิด สคริปต์ วิธีเล่าเรื่อง หรือภาพลักษณ์ของแคมเปญ วันนี้หลายองค์กรเริ่มเปลี่ยนบทบาทของตัวเองจากผู้ควบคุมมาเป็นผู้ร่วมออกแบบ และเปิดพื้นที่ให้ครีเอเตอร์ใช้ความเข้าใจในผู้ติดตามของตัวเองมาช่วยตัดสินใจ
เพราะในความเป็นจริงคนที่รู้จัก Community มากที่สุด ไม่ใช่แบรนด์ แต่คือครีเอเตอร์ที่สร้างความสัมพันธ์กับผู้ชมมาอย่างต่อเนื่อง พวกเขารู้ว่าผู้ติดตามชอบคอนเทนต์แบบไหน ภาษาแบบไหน หรือแม้แต่จังหวะการเล่าเรื่องแบบใดที่ผู้ชมจะรู้สึกว่านี่คือเขาจริง ๆ
นั่นทำให้ความสำเร็จของ Co-Creation ไม่ได้เกิดจากการลดมาตรฐานของแบรนด์ แต่เกิดจากการผสมจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายเข้าด้วยกัน แบรนด์นำความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจ เงินลงทุน และทรัพยากรมาเติมเต็ม ขณะที่ครีเอเตอร์นำความคิดสร้างสรรค์ ความเข้าใจวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ต และความสัมพันธ์กับชุมชนของตัวเองเข้ามาสร้างคุณค่า
ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ยอดวิวหรือยอด Reach แต่สามารถต่อยอดไปสู่ Brand Love, Community, การพูดถึงบนโซเชียล หรือยอดของ Earned Media รวมถึงยอดขายและการเติบโตของธุรกิจ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่หลายแบรนด์กำลังมองหา
ในวันที่ผู้บริโภคเชื่อคำแนะนำจากคนที่ติดตาม มากกว่าข้อความจากโฆษณา การเปิดพื้นที่ให้ครีเอเตอร์ได้ทำในสิ่งที่พวกเขาถนัด จึงไม่ใช่การสูญเสียการควบคุม แต่คือการเพิ่มโอกาสให้แบรนด์สื่อสารได้อย่างจริงใจและน่าเชื่อถือมากขึ้น
ท้ายที่สุดแล้วหัวใจของ Co-Creation ไม่ใช่การที่แบรนด์ปล่อยบรีฟ แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดจากการมองครีเอเตอร์เป็นเพียง Media Placement ไปสู่การเป็น Creative Partner ที่ร่วมสร้างคุณค่าตั้งแต่ต้นทาง
เพราะเมื่อแบรนด์เลือกเชื่อใจครีเอเตอร์ ครีเอเตอร์เองก็มีโอกาสสร้างผลงานที่ดีที่สุดในแบบของตัวเอง และเมื่อผู้ชมรู้สึกว่าเนื้อหานั้นจริงใจ สิ่งที่ตามมามักไม่ใช่แค่ Engagement ที่สูงขึ้น แต่ยังรวมถึงความเชื่อมั่น ความผูกพันกับแบรนด์ และผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ยั่งยืนกว่าในระยะยาว
สุดท้ายนั้นการขยับตัวของแบรนด์และครีเอเตอร์สู่อุดมการณ์ Co-Creation จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไร้ซึ่งความเข้าใจ ความจริงใจ และข้อมูลอินไซต์ที่ถูกต้องระหว่างกัน
RAiNMaker จึงอยากชวนทั้ง Creator, Brand และ Marketer มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดทิศทางวงการครีเอเตอร์ไทยให้แข็งแกร่งและยั่งยืนยิ่งขึ้น
ผ่านการตอบแบบสอบถาม iCreator Report 2026
