
เป็นอีกครั้งที่ประเทศไทยแปลว่าอิสระแม้แนวคิดเพื่อพัฒนาทักษะของเด็กไทยจะสวนกระแสโลก เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกำลังเตรียมหารือกับ TikTok Thailand หรือ บริษัท ติ๊กต๊อก (ไทยแลนด์) จำกัด เพื่อยกระดับการผลิตสื่อการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และลดภาระการสอนของครูเพื่ออัปสกิลให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน
ซึ่งในวันที่หลายประเทศกำลังถกเรื่องแบนการใช้สมาร์ตโฟนในโรงเรียน แต่กระทรวงศึกษาธิการไทยกลับเลือกเดินในทิศทางตรงกันข้าม เพราะได้ประกาศการหารือกับ TikTok ประเทศไทย เพื่อยกระดับการผลิตสื่อการเรียนรู้ พัฒนาทักษะดิจิทัลของครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงสนับสนุนการ Upskill และ Reskill สำหรับการสร้างอาชีพในตลาดแรงงานยุคใหม่
โดยความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นหลังการหารือระหว่าง ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กับ ชนิดา คล้ายพันธ์ Director of Public Policy for Southeast Asia บริษัท TikTok (Thailand) เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคมที่ผ่านมา และหนึ่งในทางเลือกก็คือการนำเทคโนโลยีอย่าง AI และคลิปสั้น 2 นาทีมาช่วยลดภาระการสอนครูด้วย
แต่แนวคิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ เพราะ รมว.ศธ. ประเสริฐ ได้เดินทางไปร่วมการประชุมระดับโลกด้านการศึกษาดิจิทัล (WDEC 2026) และศึกษาโมเดลจากนครหางโจวของจีน เพื่อนำมาปรับใช้กับไทยเพื่อรองรับในยุคที่ผู้คนใช้สมาร์ตโฟนและมีการไถฟีดในชีวิตประจำวัน ทำให้TikTok ไม่ใช่การเคลื่อนไหวเดียวที่ ศธ. ทำในช่วงนี้ เพราะมีการเดินหน้าลดภาระครูในหลายมิติพร้อมกัน
โดยกระทรวงศึกษาธิการเตรียมประกาศแนวทางสำคัญในการ ลดภาระงานครูและตัดโครงการประเมินที่ซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนเพื่อ “คืนครูสู่ห้องเรียน” และเพิ่มเวลาให้ครูได้ทำหน้าที่ด้านการเรียนการสอนอย่างเต็มที่ พร้อมตั้งเป้าลดภาระงานครู ปรับระบบงบประมาณ และยกระดับการเรียนรู้ และเร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่
แต่ก็มีความขัดแย้งกับการเดินนโยบายของกรุงเทพมหานครอย่าง “Phone Off, Learning On” เก็บมือถือในโรงเรียน 437 แห่ง ตั้งแต่เปิดเทอม 18 พฤษภาคม 2569 นี้ เพราะหากTikTok ถูกออกแบบให้ครูใช้เป็น Learning Tool บนหน้าจอส่วนกลางในห้องเรียน แต่ก็ต้องอาศัยการวางกรอบนโยบายที่ชัดเจนมากพอที่จะไม่ให้เกิดความสับสนในการปฏิบัติจริงไปด้วย
อย่างไรก็ตาม จากประเด็นนี้ก็ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงการแก้ไขปัญหาการศึกษาที่ปลายเหตุ เพราะสิ่งที่เด็กไทยและการศึกษาไทยกำลังขาดก็คือการวางรากฐานระบบใหม่ ไม่ใช่เครื่องมือใหม่มาทดแทน และเป็นการสร้างผลประโยชน์ให้กับแพลตฟอร์มที่ถูกจำกัดในหลายประเทศ
เช่น สวีเดนประเทศที่ All-in กับการศึกษาดิจิทัลมากที่สุดในโลกมานานหลายทศวรรษ แต่ตอนนี้กลับลำเพื่อซื้อหนังสือเรียนจริงๆ ให้นักเรียนครบทุกวิชา เพราะเด็กอายุ 15-16 ปีของสวีเดนถึง 24% ไม่สามารถอ่านจับใจความได้ในระดับพื้นฐาน ซึ่งแย่กว่าสหราชอาณาจักร สหรัฐฯ เดนมาร์ก และฟินแลนด์
และการเปลี่ยนผ่านจากหน้าจอสู่หนังสือเรียนแบบเดิมก็ทำให้เด็กอายุ 9-12 ปี ใช้อุปกรณ์ดิจิทัลลดลงเฉลี่ย 40 นาทีต่อวัน เมื่อเทียบกับปี 2022 และสัดส่วนเด็ก 9 ขวบที่ไม่มีมือถือเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า
ด้านเดนมาร์กที่เป็น ผู้บุกเบิกแท็บเล็ตในห้องเรียนตอนนี้ก็เลิกใช้นโยบายนี้ไปแล้ว ด้วยการแบนสมาร์ตโฟนในโรงเรียนและลงทุนในหนังสือเรียนแบบเดิม ทำให้นักเรียนเดนมาร์กต้องล็อกสมาร์ตโฟนในกล่องระหว่างเรียน พร้อทติด Content Filter บน Wi-Fi เพื่อบล็อก Social Media, เกม และ Streaming ด้วย
ส่วนฟินแลนด์ซึ่งติดอันดับต้น ๆ ของ PISA มาตลอด ก็พึ่งผ่านกฎหมายอนุญาตให้ใช้สมาร์ตโฟนในชั้นเรียนได้เฉพาะด้านสุขภาพหรือการเรียนเท่านั้น โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2025 เช่นเดียวกับสเปนด้วยการออกกฎหมายแบนอุปกรณ์ดิจิทัลทุกชนิดออกจากโรงเรียนอนุบาลและประถมที่รัฐให้การสนับสนุนทั้งหมด และเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี กลับสู่การเรียนแบบพื้นฐานโดยกฎหมาย
เรียกได้ว่าผลการวิจัย PISA ที่ชี้ว่าการใช้ดิจิทัลในห้องเรียนไม่ได้ให้ผลดีอย่างที่คาด และการเข้าถึงอุปกรณ์ก็ไม่ได้ช่วยให้การเรียนรู้ดีขึ้นเช่นกัน แต่ารนำเทคโนโลยีเข้าห้องเรียนโดยไม่มีแผนการสอนที่ชัดเจนอาจทำให้ผล PISA ลดลง แต่ควรใช้อุปกรณ์ดิจิทัลในรูปแบบที่สมดุล โดยไม่ได้ทำการยกเลิกทั้งหมด
และในบริบทที่ไทยกำลังทุ่มงบ 29,765 ล้านบาทแจกแท็บเล็ตให้นักเรียน 1.2 ล้านคน ก็ควรจะมีแผนที่ชัดเจนเพื่อรองรับการใช้งานแท็บเล็ต หรือใช้ TikTok เป็นเครื่องมือการสอนมากขึ้น พราะบทเรียนจากยุโรปบอกไว้ชัดแล้วว่า อุปกรณ์ราคาแพงที่ไม่มีแผนการสอนที่ดีพอ อาจกลายเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า และที่แย่กว่านั้นคืออาจฉุดรั้งผลการเรียนของเด็กไทยลงอีกด้วย
