
เป็นอีกครั้งที่ AI ส่งผลกระทบกับวงการเพลงและศิลปิน ซึ่งนอกจากจะมีคอนเทนต์ Deep Fake หรือใช้ AI ลอกเลียนแบบเสียงของศิลปินไปใส่ในเพลงต่าง ๆ แล้วก็ยังไม่มีกฎหมายมารองรับเรื่องนี้จริงจัง แต่ AI กับสื่อโฆษณาไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการต่อสู้ที่กำลังโตขึ้นทั่วโลกตอนนี้
ถ้าเทียบกับต่างประเทศศิลปินไทยยังไม่ได้รวมกลุ่มกันในระดับสหภาพ หรือออกแถลงการณ์ร่วมแบบเป็นทางการ แต่ก็ไม่ได้นิ่งเฉยเลย เพราะในปี 2026 มีการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจหลายอย่างเกิดขึ้นแล้วในแวดวงบันเทิงไทย
เริ่มตั้งแต่ “ดีเจนุ้ย ธนวัฒน์ ประสิทธิสมพร” ศิลปินไทยคนแรกที่จด Sound Mark สู้ AI ในการจดเครื่องหมายการค้าเสียงหัวเราะของตัวเองต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อป้องกัน AI Deepfake แอบอ้างดูดเสียงไปใช้ในเชิงพาณิชย์
ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญทำให้หลาย ๆ คนเริ่มหันมาตระหนักถึงเรื่องลิขสิทธิ์และ AI มากขึ้น เพราะศิลปินมีมูลค่าทางกฎหมายที่สามารถปกป้องได้จริง แต่กฎหมายก็ยังมีช่องโหว่เพราะกฎหมายไทยที่ยังตามคุ้มครองไม่ทัน
แต่ล่าสุดก็เริ่มมีกระแส #ขอความร่วมมือยกเลิกการใช้ภาพAI ในการโปรโมททางสื่อโฆษณาทุกชนิดจากเพจ “ไม้เมือง แฟนเพจ” ที่เตรียมจะเพิ่มสัญญาห้ามใช้ภาพ AI ในการทำสื่อโฆษณา หากผู้จ้างยังฝ่าฝืนจะถูกปฎิเสธการร่วมงานไม่ขึ้นแสดง
เพราะภาพที่ใช้โปรโมตไม่ใช่ตัวจริงของศิลปิน และการเจน AI มาโปรโมตก็ทำให้ใบหน้าของศิลปินเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนไม่เหมือนเดิมด้วย จึงไม่ต่างอะไรกับการบิดเบือนข้อมูล และทำให้กระแส Anti-AI ในไทยกำลังโตขึ้นเช่นกัน
ทั่วโลกกำลังเข้าสู่ยุค ‘Anti-AI’
ทำให้ปี 2026 ไม่ได้เป็นปีที่คนใช้ AI ในชีวิตประจำวันเยอะขึ้น แต่มนุษย์กำลังเริ่มเอาคืนกับการตลาด”Anti-AI” โดยพจนานุกรม Merriam-Webster ได้เลือกคำว่า “Slop” ให้เป็นคำแห่งปี 2025 ซึ่งสะท้อนความรู้สึกของผู้คนได้ดีที่สุด หมายถึงคอนเทนต์ขยะคุณภาพต่ำที่สร้างโดย AI ด้วย
ทำให้ปีนี้คาดการณ์กันว่าจะเป็นปีแห่งเทรนด์ที่ชื่อว่า Anti-AI Marketing หรือเป็นเทรนด์การ “ต่อต้าน” AI ที่ใช้ทำการตลาด และทำคอนเทนต์ของแบรนด์ต่างๆ โดยเฉพาะ
สถานการณ์ Anti-AI ทั่วโลก
SAG-AFTRA
สถานการณ์ต่างประเทศที่ในตอนนี้มี “SAG-AFTRA” สหภาพที่นำการต่อสู้กับ AI ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการบันเทิง โดยมีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2026 ถึง 30 มิถุนายน 2030 เป็นสัญญาคุ้มครองการแสดงของมนุษย์ด้วยการขยายจากการคุ้มครอง AI และ Digital Replica เดิม ให้รวมถึงข้อกำหนดใหม่ที่จำกัดการใช้ Synthetics เพิ่มขึ้น
กฎหมาย NO FAKES Act
คณะกรรมการตุลาการวุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติอนุมัติร่างกฎหมาย NO FAKES Act ที่มีเป้าหมายเพื่อปกป้องศิลปิน นักแสดง และบุคคลสาธารณะชาวอเมริกันจากการถูกนำภาพและเสียงไปสร้างเป็น Deepfakes โดยปราศจากความยินยอม พร้อมบทลงโทษสูงสุดถึง 750,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อการละเมิดหนึ่งครั้ง
และสหรัฐอเมริกาก็มีการปฏิเสธการจดลิขสิทธิ์งาน AI ล้วนทุกกรณี เพราะ งานที่ AI ทำออกไม่มีลิขสิทธิ์ แต่การที่เอางานที่มีลิขสิทธิ์ไปใช้เป็นองค์ประกอบของงานใหม่ ก็น่าจะเข้าข่ายการละเมิดลิขสิทธิ์ได้
การฟ้องเรื่อง AI ละเมิดลิขสิทธิ์
นักพากย์ญี่ปุ่นฟ้อง TikTok
เหตุการณ์ที่สะเทือนนักพากย์ทั่วโลก คือนักพากย์ระดับหัวแถวของวงการอนิเมะญี่ปุ่น “เคนจิโร่ สึดะ” ผู้ให้เสียงเป็นตัวละครดังมากมาย ทั้ง “นานามิ เคนโตะ” ใน “มหาเวทย์ผนึกมาร (Jujutsu Kaisen)”
และ “เซโตะ ไคบะ” จาก “เกมกลคนอัจฉริยะ (Yu-Gi-Oh!)” กลายเป็น “ศิลปินญี่ปุ่นคนแรก” ที่ฟ้อง TikTok หลังพบว่ามีวิดีโอมากกว่า “180 คลิป” บนแพลตฟอร์ม ที่เอาเสียงพากย์ไปใช้ Generate ด้วย AI โดยไม่ได้รับอนุญาต
ศิลปิน K-Pop และ T-Pop ที่ต่อต้าน AI
ทั้ง Selena Gomez เผยว่ารู้สึกกลัวที่ได้เห็นวิดีโอของตัวเองแต่ใช้ AI ในการร้องเพลงของศิลปินคนอื่น หรือ Jeon Somi ก็ไม่โอเคที่ได้เห็นวิดีโอจำลองเสียงไปร้องเพลงของศิลปินคนอื่นเช่นกัน
แต่ก็มีการลงนามนักแสดงและศิลปินมากกว่า 11,000 คน ว่าการใช้ผลงานสร้างสรรค์โดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อฝึก AI เป็นภัยคุกคาม และการใช้ผลงานสร้างสรรค์โดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อฝึก Generative AI นั้นไม่เป็นธรรมกับผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานเหล่านั้นด้วย
แต่ในประเทศไทยที่ศิลปินหรือคนในวงการเริ่มตระหนักถึงเรื่องนี้มากขึ้น เพียงแค่ศิลปินยังต้องต่อสู้เองในฐานะบุคคล ไม่มีสหภาพที่เข้มแข็งพอที่จะเจรจาต่อรองกับแบรนด์หรือแพลตฟอร์มแบบเป็นกลุ่มอย่างจริงจัง
และยังไม่มีมาตรฐานกลางว่าสัญญาจ้างศิลปินต้องมีข้อกำหนดเรื่อง AI อย่างไร รวมถึงกฎหมายไทยก็ยังไม่ได้คุ้มครองศิลปินจากการที่ AI นำเสียง ภาพ หรือเอกลักษณ์ต่าง ๆ ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
ซึ่งเมื่อเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการรวมกลุ่มเป็นสหภาพ, การต่อรองสัญญา, การออกกฎหมายคุ้มครอง ล้วนใช้เวลาหลายปีกว่าจะเห็นผล และถ้าประเทศไทยยังไม่เริ่มเดินหน้า ทั้งในระดับอุตสาหกรรมและกฎหมายตั้งแต่ตอนนี้ ศิลปินไทยก็อาจจะยังคงอยู่ในสภาพที่ต้องสู้คนเดียวต่อไปในอนาคต
