รวมไฮไลต์สุดไวรัล จาก ’98th Oscars 2026′ งานรางวัลภาพยนตร์โลก

ก่อนที่งาน ’98th Oscars 2026′ จะมาถึง ทั้งซีซันก็เต็มไปด้วยดราม่าตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นกระแส Balletgate ที่ลากชื่อ Timothée Chalamet เข้าไปพัวพัน หรือศึกระหว่างสองค่ายใหญ่อย่าง ‘Sinners’ และ ‘One Battle After Another’ ที่ไม่มีใครยอมใคร แต่สุดท้ายเมื่อม่านปิดลงที่ Dolby Theatre ในคืนวันที่ 15 มีนาคม ออสการ์ก็ได้ทิ้งสิ่งที่น่าจดจำไว้มากกว่า Drama ก่อนงานทั้งหมด นั่นคือสถิติใหม่ที่ถูกทุบในคืนเดียวมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษ มาดูกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง!

เพราะปีนี้เรียกได้ว่าปีนี้เป็น ‘ปีแห่งการทุบประวัติศาสตร์’ ของเวทีออสการ์ว่าได้เพราะปีนี้ 98th Oscars 2026 นับได้ว่าเป็นหนึ่งในงานประกาศรางวัลที่มีการสร้างสถิติใหม่มากที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ตั้งแต่ผู้กำกับที่รอมานานกว่า 18 ปีจึงได้ชนะครั้งแรก ไปจนถึงผู้หญิงคนแรกที่ชนะสาขาที่ผู้ชายครองมาตลอด 97 ปี และเพลง K-pop แรกในประวัติศาสตร์ที่คว้ารางวัลดนตรีระดับโลกไปได้

และที่สำคัญกว่านั้นคือหนังทั้ง ‘Sinners’ ของ Ryan Coogler และ ‘One Battle After Another’ ของ Paul Thomas Anderson ต่างก็มาจาก Warner Bros. เจ้าเดียวกัน ยิ่งทำให้งานครั้งนี้กลายเป็นงานที่ทำสถิติของสตูดิโอไปในตัว ส่วนทางด้านแพลตฟอร์มอย่าง Netflix ก็ถือว่าปีนี้ไม่ได้น้อยหน้าเช่นเดียวกัน เพราะกวาดรางวัลไปได้ถึง 7 รางวัล ซึ่งในปีนี้มีไฮไลต์และเทรนด์ที่น่าจับตามองสำหรับการนำไปทำคอนเทนต์มากมายที่ RAiNMaker สรุปมาให้ถึงที่แล้ว!

ประวัติศาสตร์ที่รอมานาน

Best Picture | Best Director | Best Adapted Screenplay

Paul Thomas Anderson ชนะออสการ์ครั้งแรกในอาชีพ หลังรอมากว่า 18 ปี

ถ้าพูดถึงผู้กำกับที่คนในวงการยกย่องแต่ Oscar ไม่เคยให้คงต้องนึกถึง Paul Thomas Anderson เพราะตลอดอาชีพที่มีผลงานอย่าง ‘Boogie Nights’, ‘There Will Be Blood’, ‘The Master’ และ ‘Phantom Thread’ ล้วนเคยเข้าชิงรางวัลใหญ่หลายครั้งแต่กลับมือเปล่ากลับไปในทุกปี

แต่ในผลประกาศที่ผ่านมานั้น ‘One Battle After Another’ กลับได้เปลี่ยนทุกอย่าง เพราะ Paul Thomas Anderson คว้ามาได้พร้อมกัน 3 รางวัลทั้ง Best Picture, Best Director และ Best Adapted Screenplay ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจับตามองเพราะเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักกับ Oscarในช่วงหลังมานี้ ทำให้ภาพการชนะครั้งนี้ถือเป็นภาพแห่งประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้ เพราะ One Battle After Another นั้นว่าด้วยอดีตนักปฏิวัติที่ต้องต่อสู้เพื่อปกป้องลูกสาว พร้อมกับตั้งคำถามถึงประสบการณ์ผู้อพยพในอเมริกายุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นธีมที่ Academy กำลังให้คุณค่ามากขึ้นในปีนี้นั่นเอง

Best Supporting Actor

Sean Penn สร้างสถิติ Oscar ครั้งที่ 3 ในห้องที่เขาไม่ได้อยู่ด้วย

ช่วงเวลาที่น่าจำที่สุดช่วงหนึ่งของงานนี้คือตอนที่ Kieran Culkin ผู้มอบรางวัล Best Supporting Actor เปิดซองแล้วพบว่าผู้ชนะอย่าง Sean Penn ไม่ได้อยู่ในงาน เนื่องจากในขณะนั้นเอง Penn ได้ที่อยู่ในยูเครน ทำให้ในเช้าวันรุ่งขึ้นประธานาธิบดี Zelenskyy โพสต์ภาพของ Penn ลงบน X พร้อมข้อความว่า “Sean Penn คือมิตรแท้ของยูเครน” ทำให้เกิดเป็นโมเมนต์ที่กลายเป็นข่าวที่ใหญ่กว่าตัวรางวัลที่ได้รับเสียอีก

ในแง่ของตัวเลข Penn ได้กลายเป็นนักแสดงชายคนที่ 4 ในประวัติศาสตร์ที่มี Oscar 3 ตัว ร่วมกับ Jack Nicholson, Daniel Day-Lewis และ Walter Brennan โดยความน่าสนใจคือตลอด Award ซีซันนี้ Penn ถือเป็นม้ามืดสุดของปี เนื่องจากเคยแพ้ทั้ง Golden Globe และ Critics Choice มาก่อนจะดึง British Academy of Film and Television Arts กับ Screen Actors Guild ให้กลับมาได้ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนงานประกาศรางวัล Oscar ครั้งนี้

Best Actress in a Leading Role

Jessie Buckley ผู้หญิงชาวไอริชคนแรกที่ชนะ Best Actress

Jessie Buckley จาก ‘Hamnet’ ได้กลายเป็นผู้หญิงชาวไอริชคนแรกในประวัติออสการ์ที่ชนะสาขานำหญิง ทั้ง ๆ ที่ไอร์แลนด์เป็นประเทศที่ส่งนักแสดงระดับโลกออกมาไม่ขาดสาย โดยสิ่งที่ทำให้โมเมนต์นี้พิเศษยิ่งกว่าการคาดเดาได้ เพราะ Buckley ได้กวาดทุกรางวัลนำหญิงตลอดทั้งซีซันไม่ว่าจะเป็น Golden Globe, British Academy of Film and Television Arts, Screen Actors Guild และ Critics Choice นอกจากนั้นยังเป็นโมเมนต์ที่น่ายินดีเมื่อรางวัลนี้ได้ประกาศในวันที่เป็น Mother’s Day ของอังกฤษพอดี ทำให้ Buckley ได้อุทิศรางวัลให้กับความวุ่นวายอันสวยงามของหัวใจแม่ ขณะที่ลูกสาววัย 8 เดือนรออยู่ที่บ้านนั่นเอง

ปีแห่ง First History

Best Cinematography

Autumn Durald Arkapaw ผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ 98 ปีที่ชนะสาขานี้

Oscar สาขา Best Cinematography ที่มีมาตั้งแต่ปี 1928 และในตลอด 98 ปีนั้น ไม่มีผู้หญิงคนใดชนะเลยแม้แต่ครั้งเดียว จนกระทั่ง Autumn Durald Arkapaw คว้าจาก ‘Sinners’ ไปได้ในงานครั้งนี้ และสิ่งที่ทำให้รางวัลนี้น่าสนใจเป็นพิเศษคือเรื่องรางที่มาจากหนัง Horror และ Genre Film ซึ่งเป็น Genre ที่มักถูกมองข้ามในแวดวงรางวัลมาตลอด การที่ผลงานกล้องของ Sinners ได้รับการยอมรับในระดับนี้คือสัญญาณชัดว่า Academy กำลังเปิดกว้างขึ้นอย่างจริงจังทั้งในปีนี้รวมถึงอนาคตด้วย

Best Actor in a Leading Role

Michael B. Jordan ชนะในฐานะนักแสดงฝาแฝด ครั้งแรกในประวัติศาสตร์

เรื่องราวของ ‘Sinners’ ที่ได้ตั้งอยู่บน Double Performance ของ Michael B. Jordan ที่รับบทเป็นฝาแฝด Smoke และ Stack ซึ่งมีบุคลิกแตกต่างกันสุดขั้ว ส่งผลให้ในตลอด Award ซีซันทุกคนต่างมองว่า Timothée Chalamet จาก ‘Marty Supreme’ เป็นตัวเต็งอย่างชัดเจน แต่สมาชิก Academy ตัดสินว่า Craft ของ Jordan ในการรับบทสองคนพร้อมกันในเรื่องเดียวนั้นสำคัญกว่า Momentum ของการตัดสินผลงานทั้งหมด Jordan จึงได้กลายเป็นนักแสดงชายคนแรกในประวัติออสการ์ที่ชนะ Best Actor จากการรับบทฝาแฝดในเรื่องเดียวกันนั่นเอง

Best Supporting Actress

Amy Madigan รอ 40 ปีนับจากการเสนอชื่อครั้งแรก

Amy Madigan ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ครั้งแรกเมื่อปี 1985 จาก ‘Twice in a Lifetime’ และเวลาผ่านไปถึง 40 ปี ก็กลับมาบนเวทีนี้อีกครั้งในฐานะผู้ชนะ จากการรับบท Aunt Gladys ในภาพยนตร์เรื่อง ‘Weapons’ กับบทตัวร้ายสุดหลอนที่กลายเป็นปรากฏการณ์ไวรัลบนโซเชียลมีเดียตลอดปี 2025 ด้วย Makeup Tutorial และ Halloween Costume ที่แพร่หลายไปทั่วโลก

โดยความน่าสนใจของชัยชนะนี้คือบทพิสูจน์ว่า Horror Character ที่ทำงานกับ Social Media Algorithm ได้ดีนั้นสามารถพา Performance ของการแสดงไปถึงเวทีรางวัลสูงสุดได้ นับได้ว่านี้เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในยุคก่อนโซเชียลมาก่อนก็ว่าได้

Best Casting

Cassandra Kulukundis ผู้รับรางวัลคนแรกในประวัติศาสตร์

นอกจากนั้นในปีนี้ออสการ์ยังเพิ่มสาขาใหม่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2002 ที่เพิ่ม Best Animated Feature เข้ามา และสาขานั้นก็คือ ‘Best Casting’ ซึ่งเป็นการยอมรับอย่างเป็นทางการว่า Casting Director คืออาชีพสำคัญที่ถูกมองข้ามมาตลอด 97 ปีที่ผ่านมา

ส่งผลให้ Cassandra Kulukundis ได้คว้ารางวัลนี้เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์จาก ‘One Battle After Another’ ที่ต้องคัดเลือก Leonardo DiCaprio, Sean Penn และ Benicio Del Toro ให้ลงตัวพร้อมกันในแง่หนึ่ง Kulukundis คือคนที่ทำให้ทั้งหนังเป็นไปได้ตั้งแต่แรก

K-pop พิชิตฮอลลีวูดอย่างเป็นทางการ

Best Original Song | Best Animated Feature

‘KPop Demon Hunters’ สร้างประวัติศาสตร์ให้วงการ K-pop บนเวทีโลก

พูดได้ว่า K-drama ได้ครองชาร์ต Netflix และ K-pop ครองใจคนทั่วโลกมานานหลายปีแล้ว ส่งผลให้ออสการ์เริ่มที่จะยอมรับพลังของวัฒนธรรมเอเชียอย่างเป็นทางการแล้วในปี 2026 โดยเพลง Golden จาก ‘KPop Demon Hunters’ ได้กลายเป็นเพลง K-pop แรกในประวัติศาสตร์ที่ชนะ Oscar กับสาขา Best Original Song พร้อมกับตัวภาพยนตร์ที่ได้คว้า Best Animated Feature ไปพร้อมกัน

ซึ่งถือได้ว่าเป็นที่น่าจับตามองเพราะ KPop Demon Hunters ได้เอาชนะแอนิเมชันชื่อดังอย่าง Zootopia 2 และ Elio ของ Pixar ที่มักตกเป็นของ Disney และ Pixar มาโดยตลอด ซึ่งการชนะครั้งนี้ได้เป็นการพิสูจน์ว่า Cultural Specificity บางครั้งก็อาจชนะ Brand Recognition ได้ และสำหรับแฟน ๆ  K-pop ทั่วโลก  ชัยชนะครั้งนี้ถือได้ว่า Culture ของพวกชาวเอเชียได้รับการยอมรับจาก Hollywood Establishment อย่างเป็นทางการนั่นเอง

Moments ที่คนจะพูดถึงอีกนาน

Best Live Action Short Film

‘ผลเสมอกัน’ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียง 7 ครั้งใน 98 ปีของออสการ์

โมเมนต์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้คืองานประกาศรางวัลออสการ์นั้นไม่ค่อยมีผลเสมอกัน และเมื่อผลงานที่ประกาศออกมามีผลเสมอกันนั้นมักจะสร้างโมเมนต์ที่ไม่มีในสคริปต์นั่นเอง และในสาขา Best Live Action Short Film ปีนี้จบลงด้วยการเสมอกันระหว่าง ‘The Singers’ และ ‘Two People Exchanging Saliva’ โดย Kumail Nanjiani ที่ต้องประกาศสองชื่อพร้อมกันบนเวที นับได้ว่านี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียง 7 ครั้งในประวัติ 98 ปีของออสการ์

Best International Feature Film

‘Sentimental Value’ นอร์เวย์คว้าชัยครั้งแรก

‘Sentimental Value’ ของ Joachim Trier ที่เข้าชิงถึง 9 สาขา กลับบ้านด้วยรางวัลเดียวแต่เป็นรางวัลที่สำคัญที่สุด กับสาขา Best International Feature Film ซึ่งถือเป็นการคว้ารางวัลออสการ์ครั้งแรกของ นอร์เวย์ ในสาขา Fiction Feature 

ดังนั้นแล้วงาน 98th Oscars 2026 ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าฮอลลีวูดกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่น่าจับตาจริง ๆ เมื่อ Genre ที่เคยถูกมองข้ามอย่าง Horror กลับได้ก้าวขึ้นมาครองเวที หรือวัฒนธรรม K-pop กลับได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจาก Hollywood Establishment และผู้กำกับที่รอคอยมาทั้งอาชีพก็ได้รับสิ่งที่สมควรได้รับในที่สุด

สิ่งที่เชื่อมทุกอย่างเข้าหากันในงานประกาศรางวัลครั้งนี้คือการที่ Academy เริ่มให้คุณค่ากับความเฉพาะเจาะจง มากกว่าความพยายามจะ Please ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นหนังที่พูดถึง Black American History อย่างตรงไปตรงมา เพลงที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมที่ชัดเจน หรือ Performance ที่ต้องการ Craft ที่ลึกกว่าปกติ ทั้งหมดนี้คือสัญญาณที่ดีว่าเวทีรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกยังคงมีพื้นที่สำหรับงานที่กล้าเป็นตัวของตัวเองอยู่เสมอนั่นเอง

Copyright © 2026 RAiNMaker. All rights reserved.

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save