ดราม่าหนักมาก!! เรื่องเล่ากรณี #บล็อกเกอร์ขอทาน ขอเข้าไปรีวิวบ้านไร่

เรื่องราวนี้เริ่มต้นจากบล็อกเกอร์เพจท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง ขอความอนุเคราะห์จากบ้านไร่ชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดระนองเข้าไปถ่าย Production เพื่อทำคอนเทนต์ โดยให้ช่วยเหลือเรื่องค่าที่พักเป็นการ Barter กัน

แต่เนื่องจากคุณเบส เจ้าของไร่แห่งนี้ ไม่ยินดีในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในเรื่องของที่พัก พร้อมกับโพสต์ลงเพจบ้านไร่ว่าเราไม่มีนโยบายที่จะให้บล็อกเกอร์หรือ Influencer เข้ามาโปรโมทโดยการสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ทางผู้โปรโมท แถมยังรู้สึกแย่ที่พวกเขามาขอเข้ามาแบบนี้แทนที่จะอุดหนุนกันอย่างตรงไปตรงมา เพราะทางบ้านไร่เองก็ลงทุนลงแรงเยอะ ไม่สมควรที่จะมาขอพักฟรีแบบนี้

ทางบ้านไร่ยังยืนยันว่ายอด Engagement ที่ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายแถมทำให้บ้านไร้เสียตัวตน การตลาดที่ดีเขาไม่ทำแบบนี้กันหรอก!

 

เนื่องจากบ้านไร่แห่งนี้เป็นที่พักที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งในจังหวัดระนอง เรื่องราวบนโพสต์นี้จึงถูกแพร่ไปอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่บล็อกเกอร์รวมไปถึงฝ่ายประชาสัมพันธ์ของที่พักต่างๆ ก็เริ่มมีการจับกลุ่มคุยในประเด็นนี้กันอย่างร้อนแรงว่าควรไม่ควรหรือไม่อย่างไรในกรณีนี้

 

ในส่วนนี้เองตัวผมอยากให้ทุกคนลองมองในหลากหลายมุมก่อนตัดสินในบทความนี้

 

เบื้องหลังการทำงานของบล็อกเกอร์

บล็อกเกอร์เป็นคำเรียกที่มีมานานตั้งแต่ยุคที่เกิดคอมมูนิตี้ขึ้นบนโลกอินเตอร์เน็ต ซึ่งในตอนนี้ถูกเรียกว่าเป็นอาชีพไปแล้ว โดยในช่วงแรกบล็อกเกอร์นั้นหมายถึงตัวแทนของคนทั่วไปที่สนใจในเรื่องต่างๆ อย่างการท่องเที่ยว, ของกิน, โรงแรม และอีกมากมาย พร้อมบอกต่อเรื่องราวที่น่าสนใจผ่านช่องทางบนอินเตอร์เน็ต

เมื่อก่อนบล็อกเกอร์เป็นสื่อเล็กๆ คล้ายกับกระบอกเสียงที่พูดได้ดังกว่าคนทั่วไป ไม่เท่ากับสื่อในระดับแมสอย่างทีวีหรือหนังสือพิมพ์ และมีความน่าเชื่อถือที่ค่อนข้างมาก

ตัดภาพมาที่ปัจจุบันที่ยุคอินเตอร์เน็ตเฟื่องฟู ทุกคนเสพคอนเทนต์ผ่านโลกอินเตอร์เน็ตแทนสื่ออย่างทีวีและหนังสือพิมพ์ บล็อกเกอร์จึงกลายเป็นสื่อที่เติบโตจนกลายเป็นระดับแมสไปแล้ว ประสิทธิภาพของบล็อกเกอร์ถูกวัดผลด้วยจำนวนยอดผู้ติดตาม ยอดเอนเกจเมนต์ ยอดคนเห็น ทำให้บล็อกเกอร์เองเอาตัวเลขเหล่านี้มานิยามระดับของตัวเองได้

ในทางฝั่งของทางสื่ออย่างบล็อกเกอร์เองนั้นยังมีวิธีการดีลงานอย่างไม่เป็นมาตรฐานมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นอาชีพที่เรียกว่าค่อนข้างใหม่ รวมถึงไม่มีคำนิยามอย่างชัดเจน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วในกรณีทั่วไปจะเป็น Step ขั้นตอนแบบนี้

  • กรณีบล็อกเกอร์ติดต่อขอเข้าไปทำงาน
    • ทางทีมงานบล็อกเกอร์จะติดต่อเข้าไปเพื่อขอถ่ายงาน ถ้าเป็น Production ที่ค่อนข้างใหญ่ มีนางแบบ มีกล้อง 2-3 ตัว โดรน หรือมีอุปรกณ์เสริมอย่างแฟลช รีเฟลกซ์ จำเป็นอย่างมากที่จะต้องติดต่อเพื่อขอเข้าไปถ่ายทำ เพราะการถ่ายทำจะค่อนข้างอลังการงานสร้างเพื่อให้ภาพออกมาดูดี ในส่วนนี้บล็อกเกอร์ส่วนมากก็จะขอความอนุเคราะห์ในส่วนของค่าใช้จ่ายถ้าทางแบรนด์สะดวก หรือบางเจ้าก็อาจจะจองเข้าพักแบบปกติ เพียงแต่แจ้งกับทางแบรนด์ก่อนว่าเราจะมีการถ่ายทำประมาณไหน
  • กรณีแบรนด์หรือเอเจนซี่ติดต่อบล็อกเกอร์
    • แบรนด์หรือเอเจนซี่ที่เป็นตัวแทนของแบรนด์ ติดต่อไปหาบล็อกเกอร์เพื่อที่อยากจะให้บล็อกเกอร์พูดถึงแบรนด์เป็นการโปรโมทในรูปแบบต่างๆ ในส่วนนี้ก็จะมีการเจรจาเพื่อเรียกค่าใช้จ่ายกัน โดยทางบล็อกเกอร์ก็จะมี Rate Card ที่เป็นราคาการทำงานส่งให้ทางผู้ที่ติดต่อ ซึ่งก็จะมีบ้างในกรณีที่มีการขอ Barter ให้บล็อกเกอร์พูดถึงโดยแลกกับที่พักหรือค่าอาหารแทนค่าใช้จ่ายตาม Rate Card หรือก็จะมีบางกรณีที่บล็อกเกอร์ปฏิเสธคำเชิญ แล้วหาโอกาสไปเองทีหลังก็มี แล้วแต่สไตล์ของแต่ละคน

 

บล็อกเกอร์ก็มีต้นทุนเช่นกัน

ในมุมหนึ่งที่ผู้เขียนเองเป็นอยู่ในวงการนี้มาสักระยะ จุดหนึ่งที่ยังเป็นความเข้าใจผิดของใครหลายคนคือเข้าใจว่าบล็อกเกอร์นั้นเป็นอาชีพที่ต้นทุนเป็นศูนย์ ทำด้วยใจรักล้วนๆ อิ่มทิพย์ไม่ต้องรับประทานข้าว

ความจริงแล้วการทำงานของบล็อกเกอร์เองก็มีต้นทุนอยู่ไม่น้อยเช่นกัน อยากให้มองตั้งแต่ในเรื่องของเวลาที่ใช้ในการทำงาน ต้นทุนต่างๆ ที่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แค่การเขียนเล่าเหมือนสมัยก่อน ด้วยแพลตฟอร์มต่างๆ เอื้อหนุนการแสดงผลมากขึ้น การทำงานจึงมีการแข่งขันกันตั้งแต่เรื่อง Production ยิ่งอลังการงานยิ่งออกมาดูดี บางคนลงทุนกับอุปกรณ์ไปหลักแสนก็มี

นอกจากนี้การปั้นพื้นที่ของตัวเองในแต่ละแพลตฟอร์มยิ่งเป็นเรื่องยาก ต้องใช้เวลาฟูมฟักกันหลายปีกว่าจะได้ยอด Like ยอด Subscribe กันมาหลักแสนหลักล้าน ถึงแม้ในส่วนนี้อาจจะไม่สามารถนำมาการีนตีคุณภาพและความน่าเชื่อถือได้อย่างชัดเจน แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ตัวเลขก็เป็นสิ่งที่จับต้องได้มากที่สุด สามารถนำมาตีเป็น PR Value รวมถึง Report ต่างๆ ได้

 

การทำงานแบบน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า

ในปัจจุบันสื่ออย่างบล็อกเกอร์เป็นส่วนสำคัญอย่างมากในการโปรโมท เคยมีกรณีที่ร้านอาหารพลิกจากวิกฤตที่จะต้องตัดสินใจปิด กลับมาเฟื่องฟูแบบสุดๆ เพียงเพราะคอนเทนต์เดียวของบล็อกเกอร์ หรือบางร้านจะต้องเตรียมความพร้อมทุกด้าน เพิ่มพนักงาน ทำระบบคิวให้เรียบร้อยก่อนที่บล็อกเกอร์จะลงรีวิว เพราะกระแสบนอินเตอร์เน็ตทำแล้วเห็นผลในวันถัดไปทันที ร้านอาจจะได้รับฟีแบคที่ไม่ดีได้หากมีลูกค้าเยอะแล้วไม่สามารถรองรับได้ตามที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะความหิวของคนนี่เกรี้ยวกราดนะ

การที่บล็อกเกอร์ขอเข้ามาทำคอนเทนต์หรือแบรนด์ให้บล็อกเกอร์ช่วยมาทำคอนเทนต์ให้ในกรณี Barter เป็นเรื่องปกติมากในทุกวงการ ถ้าทั้งฝ่ายโอเคตามเงื่อนไขก็เป็นผลประโยชน์ที่ Win-Win ด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่ถ้ารู้สึกเสียเปรียบหรือไม่สะดวกก็เพียงแค่ปฏิเสธไปก็เท่านั้น เหมือนกับการซื้อของที่เราจะสามารถปิดการขายด้วยข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายพึงพอใจ

 

บล็อกเกอร์สายรับเงินอวยก็มีไม่น้อยนะ

ต้องมองความจริงว่าเดี๋ยวนี้หลายคนมองบล็อกเกอร์ว่าเป็นอาชีพอาชีพหนึ่ง เป็นลักษณะงานอย่างหนึ่งที่เมื่อลงทุนทำงานก็ต้องได้เงินเป็นผลตอบแทน ในวงการนี้เองก็มีบล็อกเกอร์ที่เมื่อถูกแบรนด์จ้างแล้วก็ยกยอสินค้าบริการว่าดีเลิศเกินกว่าความเป็นจริง ซึ่งสุดท้ายแล้วบล็อกเกอร์คนนั้นก็จะกลายเป็นคนที่หมดความน่าเชื่อถือสำหรับผู้ติดตามไป

อีกส่วนหนึ่งที่อยากพูดถึงคือการที่บล็อกเกอร์ได้รับการบริการที่ดีเกินจริง อย่างในกรณีที่บล็อกเกอร์ถูกเชิญไปร้านอาหารแห่งหนึ่ง ทางร้านเองก็จัดเมนูพิเศษกว่าลูกค้าทั่วไป ทั้งขนาด เกรดของวัตถุดิบที่เกินกว่าที่เสิร์ฟจริง เมื่อถูกเล่าผ่านบล็อกเกอร์ ในส่วนนี้ทำให้ผู้บริโภคคาดหวังและผิดหวังตามมา ซึ่งตรงนี้ก็จะเสียงานกันไปทั้งระบบ ทั่งฝั่งแบรนด์และบล็อกเกอร์

 

ความคิดเห็นของผู้เขียนในกรณีนี้

ทางบ้านไร่เองก็สามารถปฎิเสธบล็อกเกอร์ที่ติดต่อมาแบบเงียบๆ ก็ได้ ในกรณีที่ข้อเสนอฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่เป็นที่ถูกใจ แต่ในเมื่อบ้านไร่ประกาศยืนยันในจุดยืนแบบนี้ให้ทุกคนรับทราบก็เรียกว่าชัดเจนดี เค้ามีมุมมองแบบนี้ พอใจที่จะยืนในจุดนี้ก็ไม่ได้ผิดอะไรนะ

แต่ผลที่ตามมาก็แน่นอนเลยว่าจะไม่มีบล็อกเกอร์คนไหนมาโปรโมทที่บ้านไร่แห่งนี้ ในช่วงขาขึ้นก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่การทำธุรกิจต้องมองเผื่อไว้รอบด้าน การกระทำที่ทำให้เสียการ์ดกลยุธท์ไปแบบนี้ อาจจะไม่ใช่ทางออกที่ควรทำก็ได้ เพราะเมื่อถึงเวลที่ธุรกิจได้รับผลกระทบหนักจนวิกฤติ ในวันนั้นคุณก็ไม่สามรถหยิบการ์ดที่ชื่อว่าบล็อกเกอร์มาใช้ได้อีกแล้ว

 

สุดท้ายอยากฝากโพสต์ที่น่าสนใจของคุณ Taweeroj Tah Eawpanich เอาไว้ ซึ่งเขียนได้ครบทุกมุมเลยทีเดียว ทั้งแบรนด์ และ PR ต้องอ่านเลยครับ 🙂