Case StudySocial

Nokkaew December 6, 2018

แนวคิดการทำคอนเทนต์ร่วมกับลูกค้าแบบ Collaboration โดยพี่เต๋อ นวพล

ภายในงาน Thailand Best Blog Awards 2018 by CP ALL มีการแชร์ประสบการณ์การทำงานที่น่าสนใจจากวิทยากร ผู้เขียนเองได้มีโอกาสฟังในหัวข้อ “Collaboration for Greater Goods” โดยคุณเต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤธิ์ 

ซึ่งเป็นเนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการรับงานลูกค้าของคนทำ Content โดยเฉพาะ Blogger หลายท่านที่มีน้ำเสียงเป็นของตัวเองอย่างชัดเจน เราจะทำอย่างไรถึงจะจับมือกับลูกค้าเพื่อร่วมงานไปด้วยกันได้

 

ถ้าเราเคยเห็นงานของคุณเต๋อมาบ้าง จะสังเกตได้ว่าตอนที่พี่เต๋อทำงานกับแบรนด์ มันไม่ใช่การรับงานลูกค้ามาทำเท่านั้น แต่มุมมองผู้บริโภคอย่างเราจะรู้สึกว่า มันเป็นการ Collaboration นวพล x แบรนด์ มีความเป็นตัวตนของผู้กำกับและแบรนด์ออกมาอย่างชัดเจน เราจะเห็นความโดดเด่นทั้งแบรนด์และพี่เต๋อทันที เค้ามีแนวคิดการทำงานอย่างไร ลองมาดูกันครับ 🙂

 

เริ่มต้นคุยงานกับลูกค้าอย่างไร เพื่อให้งานออกมายังคงเป็นเรา

ในส่วนนี้ขึ้นอยู่กับคนจ้างมีหลักการการจ้างอย่างไรบ้าง มันเริ่มจากการที่เราเองทำเป็นเฉพาะอย่างด้วย โฆษณาตัวแรกที่ทำก็พยายามถามเอเจนซี่ว่าลูกอย่างเป็นอย่างไร มีความต้องการประมาณไหน เพราะว่าเราทำไม่ได้ทุกอย่าง

ในสิ่งที่ไม่ใช่เรา อย่างเช่น อยากให้ทำแบบตลกขบขัน อย่างนี้เราอาจจะทำไม่ได้ และด้วยความที่เป็นงานโฆษณาตัวแรก เราก็อยากทำให้ดี เราก็เลยต้องเลือกหน่อย มันก็เลยกลายเป็นว่าเราเจอลูกค้าที่เค้ารู้ว่าเราเป็นยังไง และพอเป็นแบบนี้การทำงานมันง่ายมาก

 

เอาจริงตอนแรกที่ทำอย่างนี้ผมกลัวตกงานมากเลย มันดูเย่อหยิ่งเหลือเกิน ฉันรับงานนี้ ฉันไม่รับงานนี้ แต่ผมให้เหตุผลกับตัวเองและคนอื่นๆ ว่า ขอให้ผมทำสิ่งที่ทำมันได้จริงๆ  ไม่รู้ว่าการทำแบบนี้มันเรียกว่ามืออาชีพหรือเปล่า เพราะว่ามืออาชีพเค้าอาจจะต้องทำได้ทุกแบบ แต่เรียกว่าผมไม่มืออาชีพก็ได้ไม่เป็นไร เรายังไงก็ได้ แต่ว่าเราแค่อยากทำงานที่ทำให้เค้าได้จริงๆ

ปีแรกที่ทำกลัวว่าจะไม่มีปีที่สอง แต่ว่าก็ลองทำกันไปแบบนี้ มันเห็นผลตามมาในประมาณหนึ่งปีครึ่ง งานก็จะเริ่มหายไปเรื่อยๆ แต่งานที่เข้ามา จะเริ่มแบบ ว่าเห้ย คุณเต๋อครับ เอาแบบที่เคยทำ ไปคิดมาเลยครับ

จากนั้นก็ได้ทำแบบนี้มาเรื่อยๆ จนปีที่สาม มันอาจจะเรียกว่า Collaboration จริงๆ เพราะว่าส่วนใหญ่จะเข้ามาเพราะเค้ารู้แล้วว่า นวพลทำงานแบบไหน แล้วให้ไปทำเลย แต่มันไม่ใช่เค้าไว้ใจเราแล้วแบบ ไปทำอะไรก็ได้นะ เราต้องเจอกันครึ่งทาง ต้องไปพร้อมๆ กัน

 

เลือกรับงานที่เป็นตัวเราแล้วมีผลดีอย่างไร?

สมมติถ้าเกิดผมไปเจอคนที่ความต้องการไม่ตรงกับเรา แล้วผมรับงานมาทำ สิ่งที่ผมต้องทำคือผมต้องไปเริ่มใหม่หมดเลย เช่น ลูกค้าต้องการให้ผมทำโฆษณารถที่เป็นแบบแนวสะบัดตูดที่ทะเลทรายแล้วแบบมีฟ้าผ่า แบบนี้เราไม่ถนัด สิ่งที่ผมต้องทำคือผมต้องไปศึกษาใหม่ทั้งหมดเลย ว่าซีนผมสะบัดตูดรถนั้นเป็นอย่างไร สิ่งที่เราจะทำออกมาได้ก็คืองานรถก็โอเค หรือแบบประมาณที่เราเคยเห็นมาแล้ว เพราะว่าเราไม่ได้มีความรู้มาก่อน

ถ้าเกิดเค้าเลือกที่เราถนัดมากอยู่แล้ว เราจะรู้แล้วว่า โฆษณาแนวนี้มันมีอะไรแล้วบ้าง สิ่งที่เราควรจะทำต่อไปคืออะไรหรือทำยังไงให้ไม่เหมือน เพราะเราจะรู้สึกดีใจถ้าสามารถเสนอไอเดียที่มันไม่เคยมีมาก่อนให้เค้าได้

 

มันเป็นไอเดียที่เราศึกษามาแล้วว่า อย่างอื่นมันเคยเกิดขึ้นมาแล้วครับ ไปอย่างนี้กันเถอะ แต่ว่าเราจะพูดอย่างนี้ได้ก็ต่อเมื่อเรามีความเชี่ยวชาญทางด้านนั้น แล้วเจอลูกค้าที่ต้องการแบบนี้เหมือนกัน เราก็เลยได้ทำด้วยกัน แต่ก็ต้องสามารถอธิบายให้เค้าได้นะ ไม่ใช่ว่าอยากทำอะไรก็ทำ

ผมก็ไม่รู้ว่าตอนแรกมันก็เรียกว่าทำโฆษณานะ มันก็เหมือนแบบจ้างเราทำงาน แต่ว่าพอทำไปทำมามันก็อาจจะเรียกว่า Collaboration ก็ได้ เพราะมันเท่ากันจริงๆ นั่นคือ เราเชื่อเค้า เค้าเชื่อเรา เลือกกันและกัน  มันไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องอำนาจว่าใครเลือกใคร แต่มันเหมือนกับจับมือแล้วไปด้วยกันมากกว่า

 

ในการทำงานเราสามารถมีความเป็นตัวเองภายใต้กรอบที่กว้างขนาดไหน?

ผมรู้ว่าสำหรับทุกคนการเป็นตัวเองมันเป็นง่ายมาก แต่มันจะถูกลดความเป็นตัวเองไปเรื่อยๆ จากการที่คนรอบข้างบอกว่า ทำไรวะ ทำอย่างนี้ดีกว่าไหม อย่างนี้จะมีคนดูเหรอ บางทีเราก็ต้องเข้มแข็ง

 

ก่อนที่เราจะมาทำหนังฟรีแลนซ์ ผมเองก็ทำหนังอินดี้ ทำหนังสั้น ซึ่งในยุคนั้นคืออาร์ตมากๆ เราก็ไม่สนใจก็ทำไปเรื่อยๆ ทำไปทำมามันเริ่มพอมีคนที่ต้องการงานแบบนี้เค้าจะมาหาเรา มันก็จะเป็นโอกาสที่ทำให้งานสไตล์เรามันขึ้นไปถึงคนมากขึ้น เราทำจนเค้าจำได้ว่า เออ ถ้าอยากได้สไตล์นี้ ต้องมาหาคนนี้

พวกเราโชคดีที่เกิดมาในยุคนี้ มันคือช่วงที่เราได้ Platform ที่อนุญาตให้เราเป็นตัวเองมากๆ ถ้าผมเกิดก่อนหน้านี้สัก 20 ปี ผมต้องตายแน่ๆ ถ้าผมไม่ทำตัวเป็นกระแสหลัก ผมก็ตกรอบเลย เพราะพื้นที่มีน้อยมาก แต่ในตอนนี้เรามีเครื่องมือแล้ว เราก็สามารถทำสิ่งที่อยากทำได้

ยกตัวอย่างเพจ  เคมีฟิสิกส์ของสิ่งทอ อาหาร และของรอบตัว ที่ได้รับรางวัล BEST KNOWLEDGE BLOG ถ้าเป็นสมัยก่อนเราจะเห็นว่ามัน nich มากๆ  แต่ตอนนี้เค้าสามารถเล่าจนมันสัมพันธ์กับชีวิตคนอ่าน กลายเป็นเพจที่ทุกคนอ่านได้เชื่อมโยงกับผู้คนได้ ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้เราอาจจะไม่ได้สนใจในเรื่องลึกๆ แบบนี้

 

เราเคยเห็นงานโฆษณาบางตัวที่มันมีตัวตนชัดเจน ทั้งแบรนด์และสินค้า เปิดมาฉากแรกเรารู้เลยคนนี้กำกับ จบด้วยภาพสินค้า  มันก็ทำได้นี่หว่า เราก็เลยพยายามที่จะทำให้มันได้อย่างนี้เหมือนกัน คือถ้าเค้าเชื่อเรา เราก็พยายามทำให้เค้าเต็มที่มากๆ ผมว่ามันเป็นความสัมพันธ์ที่ดีด้วยทั้งคนจ้างกับคนทำงาน

เราไม่ได้จะมาแบบ ทำหนังแล้วหนังได้คานส์ ได้รางวัลนู่นนี่ แต่ว่าสินค้าอะไรก็ไม่รู้ เราไม่ได้ที่จะมาอย่างนี้ เราพยายามจะฟังให้มากที่สุดว่างานมันควรเป็นอย่างไร ในช่วงทำงานผมก็ไม่เคยทะเลาะกับลูกค้าเลย และส่วนใหญ่ตอนที่ทำเสร็จก็จะมีแก้บ้างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น


สุดท้ายแล้วการทำคอนเทนต์กับลูกค้าโดยที่เรายังคงความเป็นตัวเองเป็นเรื่องที่ดี แต่อาจจะไม่ได้ง่าย การเป็นตัวของตัวเองไม่ได้หมายความว่าอยากจะทำอะไรก็ทำ และไม่ได้หมายความว่ามันจะง่ายไปหมดซะทุกครั้ง บางครั้งต้องผ่านการรีเสิร์ชที่หนักมากกว่าการทำงานทั่วไปด้วยซ้ำ เพราะเราต้องเชี่ยวชาญในสิ่งนั้นจริงๆ แต่งานที่ออกมาทุกชิ้นจะเป็นผลงานที่เราภาคภูมิใจแน่นอน

ต้องขอขอบคุณงาน Thailand Best Blog Awards 2018 by CP ALL  สำหรับพื้นที่ส่งต่อความรู้ในครั้งนี้ด้วยครับ