Facebook ที่กำลังจะพาโลกไปสู่ Messaging Network และ Timeline กำลังจะหายไป ?

ทุกวันนี้เวลาเราจะเล่น Facebook แบบดู Timeline หาเพื่อน ดูรูปต่าง ๆ เราก็กดเข้า Facebook ในขณะที่ถ้าเราต้องการจะคุยกับเพื่อนเราก็เปิด Messenger ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่เราไม่ได้เอะใจอะไร แต่จำได้หรือเปล่าถ้ายันทันกันมีวันนึงที่เราโวยวายที่ Facebook แยกระบบแชทออกจากแอพ Facebook มาเป็น Messenger ยังจำวันนั้นได้หรือเปล่า ? จำได้หรือเปล่าว่าเราเคยแชทในแอพ Facebook ถ้าจำได้ให้ลองย้อนกลับไปคิดว่าตอนนั้นเราคิดอะไรบ้าง และมองอนาคตของ Facebook ไว้ว่าอย่างไร

ในตอนแรกนั้น ตอนที่ Mark Zuckerberg สร้าง Facebook ขึ้นมา มันถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือที่บอกว่าใครกำลังทำอะไร มีเรื่องราวหรือวิธีคิดอย่างไร ณ ตอนนั้น ด้วยรูปแบบคล้าย ๆ Personal Blog และมี Feed แสดงเป็นเหมือนข่าวสาร ก่อนที่จะมี Messaging เป็นฟีเจอร์ตามมา และหลังจากนั้น เมื่อ Smartphone เข้ามาครองโลก Facebook ก็กลายเป็นแอพแอพหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงมาก ๆ ทั้งบน iOS และ Android ในขณะที่นิยามของ Social Network ก็ได้ถูกทำให้เปลี่ยนไปโดย Instagram ซึ่งเป็น Platform ที่เกิดขึ้นมาในยุค Smartphone จริง ๆ

ต่อมาไม่นาน ก็ถึงเหตุการณ์ที่เราชวนนึกย้อนไปด้านบนคือ ตอนที่ Facebook แยกแอพสำหรับแชทมาเป็น Messenger โดยที่ Facebook หลักนั้นก็ยังคงใช้ตามปกติ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ LINE, Whatsapp กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนวิธีการติดต่อสื่อสารของคน โดย Messenger ก็ได้พัฒนาฟีเจอร์ต่าง ๆ มาเรื่อย ๆ จนถึงทุกวันนี้ ล่าสุด มีข่าวว่า Facebook กำลังพยายามให้ Whatsapp และ Messenger รวมใช้ระบบหลังบ้านตัวเดียวกัน เทคโนโลยีเดียวกัน เพื่อการพัฒนาต่อในอนาคต

แนวคิด Private และ Public Social Networking

จริง ๆ แล้วประเด็นนี้มีที่มาที่เกี่ยวโยงกันหลายเรื่องมาก ตั้งแต่ที่ Facebook ลดการเข้าถึงของ Publisher ในหน้า Feed และเน้นแสดงเนื้อหาที่มาจากเพื่อนจริง ๆ , การที่ Facebook พยายามผลักดัน Story ให้กลายเป็นฟีเจอร์หลัก และปุ่มสำหรับส่ง Content จากหน้า Feed ไปยัง Messenger แทนการที่ Tag เพื่อนมาดู หรือแม้กระทั่งการที่ Facebook เคยปรับให้เราเห็นคอมเม้นในเพจเฉพาะคนที่เป็นเพื่อนเรา

แต่ภาพที่สื่อออกมานั้นบ่งบอกว่า Facebook นั้นเริ่มมาให้ความสำคัญในสิ่งที่เป็นความสัมพันธ์กันระหว่างเพื่อนมากขึ้น ฟังดูเหมือนจะง่ายและเหมือนย้อนกลับไป Social สมัยก่อนหรือเปล่า แต่ถ้าคิดดี ๆ ลองวาด Graph ออกมาดู มันจะซับซ้อนอย่างมาก ซึ่งก็เป็นอีกความท้าทายนึงที่ Facebook จะต้องไปให้ถึงจุดนั้น ซึ่งจากที่ทีมงาน RAiNMAKER ได้ลองคิดดูนั้น ก็น่าจะเป็นการลดความรุนแรงของ Public Opinion ที่เกิดเป็น Echo Chamber ขึ้น

ซึ่งถ้าราจะสามารถแยกได้ง่ายขึ้นระหว่าง สิ่งที่เกิดขึ้น อันนี้เป็น Function ของ Publisher, สื่อ และหน้าข่าวสารต่าง ๆ ในขณะที่ความคิดเห็นหรือบทสนทนาควรจะอยู่กับตัวบุคคล ไม่ใช่หน้า Timeline (ให้ลองนึกภาพว่าทุกวันนี้เรากำลังอยู่ในโลกที่ความคิดเห็นถูกเอามาแสดงแบบแยกกันไม่ออกกับข้อเท็จจริง เราเห็นคนแชร์ข่าวข่าวหนึ่ง มีเขียนแคปชั่น และคนแชร์ต่อไปอีกเป็นร้อยเป็นพันโดนที่แนบวัตถุประสงค์ของคนที่เขียนแคปชั่นนั้นไปด้วย)

ดังนั้นถ้าลองคิดแบบเร็ว ๆ ดู Timeline ก็น่าจะเป็นฟีเจอร์ที่ Facebook อยากจะกำจัดมากที่สุด เพราะเป็นพื้นที่ที่ควบคุมได้ยากมาก เหมือนเป็นหนังสือพิมพ์ที่วันนึงตีพิมพ์มาหลายพันล้านฉบับแจกให้กับแต่ละคนที่เล่น Facebook ซึ่งถ้าอ้างจากเหตุผลด้านบน เราก็จะสามารถพอคาดเดาแนวทางของ Facebook ในอนาคตได้ว่า Facebook จะมีหนังสือพิมพ์เล่มเดียว (หรือไม่กี่เล่ม) แต่ในแวดวงเพื่อนจะพูดคุยกันถึงหนังสือพิมพ์เล่มนี้ ผ่านทาง Platform ที่เรารู้อย่างชัดเจนว่านี่คือความคิดเห็น 

ซึ่งถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นได้จริง ก็น่าจะช่วยให้เราแยกระหว่าง ข้อเท็จจริง กับ ข้อคิดเห็น ได้ง่ายได้ขึ้นบน Social Network ที่มีความเร็วสูงมาก ๆ ณ ปัจจุบัน และถ้านึกภาพไม่ออกจริง ๆ ก็ให้นึกถึง Story ที่พอคอมเม้นแล้วเด้งเข้าไปในแชท

อนาคตของ Social Network และแอพ Messaging

ก่อนหน้านี้ไม่นาน Mark Zuckerberg ได้ออกมาเขียน แนวคิดเกี่ยวกับ Messaging Platform ที่ยาวมาก ๆ บน Facebook ของเขาเอง ซึ่งเป็นการพูดถึง future of the internet และ แนวคิดเรื่อง Public social networks กับ Private interactions 

มีตอนนึงน่าสนใจมาก Mark บอกว่า “In a few years, I expect future versions of Messenger and WhatsApp to become the main ways people communicate on the Facebook network. We’re focused on making both of these apps faster, simpler, more private and more secure, including with end-to-end encryption. We then plan to add more ways to interact privately with your friends, groups, and businesses. If this evolution is successful, interacting with your friends and family across the Facebook network will become a fundamentally more private experience.” ซึ่งอธิบายอนาคตของ Facebook ที่จะขับเคลื่อนด้วยระบบ Messaging ทั้ง WhatsApp ละ Messenger เอง

และสุดท้ายแล้ว เราสามารถที่จะพอเดาได้คร่าว ๆ ว่า Facebook (และ Social ในเครือ เช่น Instgram, WhatsApp) กำลังจะผลักดันอนาคตของ Social Network ไปสู่ความเป็นส่วนตัวมากขึ้นคล้ายกับที่เราเปรียบเทียบว่าเป็นหนังสือพิมพ์ที่คนเข้ามาแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่หนังสือพิมพ์ที่ทุกคนเข้ามานึกจะเขียนอะไรก็เขียน สิ่งนี้เป็นภารกิจสำคัญที่น่าจับตามองว่าเราจะไปถึงจุดนั้นได้ไหม เมื่อไหร่ และจะช่วยแก้ปัญหาเช่น ความเกลียดขัง, การกีดกันและการเหยียด รวมถึงปัญหา Fake News ได้มากน้อยแค่ไหน

 

เรียบเรียงโดย ทีมงาน RAiNMAKER