
มาเลเซียกลายเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เดินหน้าคุมเข้มการใช้งานโซเชียลมีเดียของเด็กและเยาวชน หลังเริ่มบังคับใช้กฎหมายใหม่ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเปิดหรือถือครองบัญชีโซเชียลมีเดียเป็นของตนเอง พร้อมกำหนดให้แพลตฟอร์มดิจิทัลรายใหญ่ต้องตรวจสอบอายุผู้ใช้งานอย่างเข้มงวดผ่านเอกสารราชการ ก่อนอนุญาตให้สมัครบัญชีได้
โดยมาตรการดังกล่าวอยู่ภายใต้กฎหมาย Online Safety Act 2025 ของมาเลเซีย ซึ่งครอบคลุมทั้ง Child Protection Code และ Risk Mitigation Code เพื่อลดความเสี่ยงจากเนื้อหาไม่เหมาะสม การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ การหลอกลวงออนไลน์ และการล่วงละเมิดทางเพศที่เด็กอาจเผชิญบนโลกดิจิทัลมากขึ้น
ซึ่งกฎหมายดังกล่าวได้ถูกผลักดันหลังจากรัฐบาลมาเลเซียแสดงความกังวลต่อจำนวนคดีอาชญากรรมออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีการล่อลวงเด็กผ่านโลกออนไลน์ หรือ Online Grooming การหลอกลวงทางไซเบอร์ และการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้องการเร่งแก้ไขผ่านการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลโดยตรง ทำให้ต้องมีการยืนยันอายุ และผู้ใช้งานจะต้องใช้เอกสารทางราชการในการยืนยันไม่ว่าจะเป็น
- บัตรประชาชน MyKad
- หนังสือเดินทาง
- ระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล MyDigital ID
ทำให้แพลตฟอร์มที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนี้คือ Facebook, Instagram, TikTok, YouTube รวมถึงบริการออนไลน์อื่นที่มีผู้ใช้งานในมาเลเซียตั้งแต่ 8 ล้านคนขึ้นไป และภายใต้กฎหมายฉบับใหม่นี้เองแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เข้าข่ายจะต้องดำเนินมาตรการประเมินความเสี่ยง หรือ Risk Assessment และจัดทำระบบป้องกันอันตรายสำหรับผู้ใช้งานเยาวชนอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงต้องมีช่องทางรายงานปัญหา การจัดการเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม และกลไกคุ้มครองเด็กที่สามารถตรวจสอบได้ หากละเลยหรือไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดอาจถูกดำเนินคดีและได้รับบทลงโทษตามกฎหมาย
ทางด้านของ เตียว นี ชิง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการสื่อสารของมาเลเซีย ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อท้องถิ่นว่า มาตรการดังกล่าวเป็นแนวทางเชิงรุกเพื่อปกป้องเด็กจากความเสี่ยงบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ การหลอกลวง หรือการล่วงละเมิดทางเพศ และพฤติกรรมเสพติดโซเชียลมีเดียที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้มาตรการของมาเลเซียยังถูกจับตามองในฐานะหนึ่งในกฎหมายควบคุมการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเยาวชนที่เข้มงวดที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยมีแนวทางใกล้เคียงกับหลายประเทศที่เริ่มผลักดันกฎหมายลักษณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย ฝรั่งเศส และบางรัฐในสหรัฐอเมริกา ที่กำลังพยายามจำกัดการเข้าถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ของผู้ใช้งานอายุน้อยลง
อย่างไรก็ตามกฎหมายดังกล่าวก็สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มสิทธิมนุษยชนเช่นกัน โดยองค์กรอย่าง ARTICLE 19 และภาคประชาสังคมหลายแห่งมองว่าการบังคับให้ผู้ใช้ส่งเอกสารยืนยันตัวตนให้บริษัทเอกชน อาจส่งผลกระทบต่อความเป็นส่วนตัว และเพิ่มความเสี่ยงด้านการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลในวงกว้าง
และแม้ว่ากฎใหม่จะห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเปิดบัญชีใหม่ แต่บัญชีที่มีอยู่ก่อนหน้านี้จะได้รับระยะเวลาปรับตัว เพื่อให้แพลตฟอร์มตรวจสอบและดำเนินการตามข้อกำหนด โดยเด็กยังอาจเข้าถึงเนื้อหาบางส่วนผ่านบัญชีที่อยู่ภายใต้การดูแลของผู้ปกครอง
นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลบางส่วนยังมองว่าการแบนเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เพราะเด็กบางคนอาจหันไปใช้ VPN หรือแพลตฟอร์มที่อยู่นอกการกำกับดูแลของรัฐแทน ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่ยากต่อการควบคุมมากกว่าเดิม และหากแพลตฟอร์มออนไลน์ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด ทางหน่วยงานกำกับดูแลของมาเลเซียสามารถดำเนินการลงโทษได้ โดยมีโทษปรับสูงสุดราว 2.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 70 ล้านบาท
ขณะเดียวกันหลายฝ่ายมองว่าประเด็นสำคัญในอนาคตอาจไม่ใช่เพียงการจำกัดอายุผู้ใช้งานเท่านั้น แต่รวมถึงการออกแบบแพลตฟอร์มให้ปลอดภัยสำหรับเด็กมากขึ้น ทั้งด้านอัลกอริทึม ระบบแนะนำคอนเทนต์ และการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นโจทย์ที่บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง
ท้ายที่สุดแล้วการตัดสินใจของมาเลเซียสะท้อนให้เห็นว่าหลายประเทศกำลังหันมาให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเด็กบนโลกออนไลน์มากขึ้น ท่ามกลางความกังวลเรื่องสุขภาพจิต การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ และเนื้อหาอันตรายที่เข้าถึงได้ง่ายผ่านโซเชียลมีเดีย แม้มาตรการนี้จะถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการคุ้มครองเยาวชน แต่ก็ยังเป็นประเด็นถกเถียงระหว่างความปลอดภัยและสิทธิความเป็นส่วนตัวที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด
ที่มา: https://www.nextnewsth.com/th/international/world/6a1d39775d36ded6130025be
