
เมื่อกระแส ‘Nostalgia’ ปลุกให้ผู้คนหันมาสนใจกลิ่นอายของปี 2016 อีกครั้งในปี 2026 RAiNMaker จึงจะชวนทุกคนมาพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงของวิธีคิดและการสร้างคอนเทนต์ที่เคย ‘Mass’ ในอดีต เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา พฤติกรรมผู้คนและวิธีการทำงานของเหล่าครีเอเตอร์เปลี่ยนไปอย่างไรในปี 2026
บทเรียนจากวิธีคิดสู่ความ Mass แต่ละยุค
Mass แบบ 2016 vs Mass แบบ 2026

พบว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมานิยามของคำว่า Mass ในโลกออนไลน์ได้เปลี่ยนผ่านจากยุคที่เน้น Feed เดียวกัน ไปสู่ยุคที่เน้น Feeling เฉพาะคนอย่างชัดเจน ซึ่งไม่ใช่แค่การย้ายแพลตฟอร์มแต่เป็นการรื้อโครงสร้างวิธีคิดของคอนเทนต์ทั้งระบบ เพราะเมื่อพฤติกรรมผู้ชมเปลี่ยนไปวิธีคิดที่จะเข้าถึงความ Mass ก็ต้องปรับตาม จากการพยายามทำคอนเทนต์เพื่อทุกคนมาเป็นการส่งต่อคุณค่าที่โดนใจรายบุคคลในสเกลที่กว้างขึ้น ผ่าน 5 มุมมองสำคัญ ได้แก่
- Motivation: จากเดิมในปี 2016 ที่คนเสพสื่อเพื่อดูเอาสนุกเป็นหลัก ได้เปลี่ยนมาเป็นการเสพเพื่อดูเอาสาระมากขึ้นในปี 2026
- Storytelling: จากยุคที่เน้นคอนเทนต์ตลก แปลก และติดหูเพื่อดึงยอดวิว สู่การนำเสนอที่เน้นคุณค่าและการสื่อสารที่ตรงจุดเพื่อตอบโจทย์ความต้องการส่วนบุคคล
- Emotional Connection: คอนเทนต์ยุคเก่ามักมีลักษณะสุดโต่ง ดูแล้วเข้าใจทันที แต่ปัจจุบันผู้ชมมองหาความรู้สึกที่เข้ากับชีวิตจริงและฝากแง่คิดมากกว่าเดิม
- KPI Content: เป้าหมายเปลี่ยนจากความดังในวงกว้างที่วัดด้วยยอด Share มาเป็นคอนเทนต์ที่มีคุณภาพจนคนต้องเก็บไว้ดูซ้ำซึ่งวัดได้จากยอด Save
- Core Concept: จากยุคทองของ Shared Moment ที่ทุกคนต้องเห็นสิ่งเดียวกันพร้อมกันทั้งประเทศ กลายเป็นยุคของ Personalized Value หรือการเป็นนาทีที่ใช่สำหรับใครบางคนโดยเฉพาะ
2016: ยุคของ ‘ใครไว ใครได้’

ยุคที่การเป็นกระแสคือราชา เพราะการสร้างคอนเทนต์ต้องเข้าใจง่ายใน 3 วินาที และใครที่ทำเร็วกว่าคือชนะ ทำให้ข้อจำกัดของการทำคอนเทนต์ในยุคนี้คือ คอนเทนต์ Mass ไวแต่ดับเร็ว เพราะคนมักจำคอนเทนต์ได้มากกว่าคนทำ
คำถามตั้งต้น คือ ทำยังไงให้คนจำนวนเยอะมากเข้าใจและอยากแชร์?
วิธีคิดของคอนเทนต์ยุคนี้ คือ การสร้าง ‘Shared Moment’ ช่วงเวลาที่ทั้งประเทศต้องดูเรื่องเดียวกัน หัวเราะเรื่องเดียวกันและรู้สึกว่าถ้าไม่ดูคอนเทนต์นี้เหมือนกับคนอื่นในประเทศก็จะตกเทรนด์ไป
สูตรคิดคอนเทนต์แบบ Shared Moment:
- เข้าใจได้ภายในไม่กี่วินาที
- คอนเทนต์ต้องไม่ซับซ้อน
- ไม่ต้องแปล ไม่ต้องคิด
- แค่ดูแล้วเก็ตทันที
- ใช้ภาษาแบบเพื่อนมากกว่าภาษาแบรนด์
- ความเรียลในยุคนั้นคือการพูดแทนใจคนดู
- ใช้ภาษาที่มีความเป็นกันเอง
- ไม่ต้องเป็นกลาง แต่ต้องรู้ว่าคนดูส่วนใหญ่คิดแบบไหน
- มีความจริงใจและกล้าพูดเพิ่มยอดให้เป็น
- อารมณ์ต้องสุดเพื่อดันให้แชร์ยุคนี้เชื่อว่า
- ยิ่งตลก ยิ่งดราม่า ยิ่งแรง ยิ่งมีแรงส่ง
- สร้างการมีส่วนร่วมแบบ High Arousal Emotions
ตัวอย่างคอนเทนต์ที่ Mass ในปี 2016:
PPAP (Pen Pineapple Apple Pen)
- เข้าใจได้ภายใน 3 วินาที
- ใช้เพลงเป็นภาษากลางสื่อสาร โดยไม่ต้องรู้ความหมาย
- ดูแล้วเข้าใจทันที
- เหมาะกับการแชร์ต่อแบบไม่ต้องอธิบาย
เพจ อีเจี๊ยบ เลียบด่วน
- ใช้ภาษาแบบเพื่อน ที่ตรงและแรง
- พูดแทนใจในสิ่งที่คนคิดแต่ไม่กล้าพูด
- คนแชร์เพราะรู้สึกว่า “นี่คือเสียงของตัวฉัน”
ซีรีส์พี่ชายฉันหนาว
- คอนเทนต์ย่อยง่าย ไม่ซับซ้อน
- มีคาแรกเตอร์ที่แสดงอารมณ์สุดโต่ง
- คนดูพร้อมกับพูดถึงเรื่องเดียวกันทั้งโซเชียล
2026: ยุคของ ‘ใครชัด ใครอยู่’

ยุคที่ไม่ต้องดังพร้อมกัน แต่ต้องดังซ้ำได้ เพราะคอนเทนต์ที่ดี คือคอนเทนต์ที่ทำให้คนดูอยากกลับมาดูซ้ำอีกเรื่อย ๆ และครีเอเตอร์จะต้องมีความรู้เฉพาะทางเชิงลึกในเรื่องนั้น ๆ รวมถึงคอนเทนต์ต้องเน้นสื่อสารอย่างมีความหมายมากกว่าความไวตามกระแส
คำถามตั้งต้น คือ คอนเทนต์นี้ทำเพื่อใคร และช่วยเรื่องอะไร?
วิธีคิดของคอนเทนต์ยุคนี้ คือ การสร้างเนื้อหาคอนเทนต์แบบ ‘Niche Moment’ ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นของทุกคนแต่เน้นทำคอนเทนต์เพื่อเสิร์ฟกลุ่มคนดูของเราโดยเฉพาะ จากเดิมทีเคยแข่งขันกับอัลกอริธึมของแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว ปัจจุบันครีเอเตอร์ต้องทำคอนเทนต์เพื่อเอาชนะอัลกอริธึมที่ทำงานโดย AI เพื่อทำให้ระบบนำส่งคอนเทนต์ไปยังกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นด้วย ดังนั้นการสร้างคอนเทนต์จึงไม่จำเป็นต้องเป็นของทุกคนแต่ต้องเป็นของใครบางคนอย่างชัดเจนมากกว่า
สูตรคิดคอนเทนต์แบบ Niche Moment:
- เห็นคุณค่าในคอนเทนต์ได้ทันที
- คนดูอยากรู้ว่าดูแล้วได้อะไรอันดับแรก
- คอนเทนต์ที่มีคุณค่าชัดเจนตั้งแต่ต้น
- ถ้าดูแล้วไม่มีประโยชน์จะโดนเลื่อนผ่านทันที
- น่าเชื่อถือจากความ Custom
- คอนเทนต์ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ทุกคนเข้าใจ
- คอนเทนต์ที่ใช่ จะอยู่ถูกที่ และส่งต่อถูกกลุ่มเป้าหมาย
- เน้นใช้ภาษาที่เฉพาะกลุ่มจะทำให้คนรู้สึกว่าเรียล
- ไม่ต้องสุด แต่ต้องตรงกลุ่ม
- ต้องสื่อสารที่สัมผัสได้ถึงความ Relatable
- มีการพูดถึงสิ่งที่คนกำลังเจอ หรือกำลังคิด
- แสดงออกมาให้รู้สึกว่ามีคนเข้าใจ
- ต้องเป็น Community มากกว่า Viral
- ความสำเร็จของคอนเทนต์ไม่ได้วัดที่จำนวนกด Share แต่วัดจากจำนวนกด Save
- คอมเมนต์ที่เกี่ยวข้องกับคอนเทนต์ยิ่งเยอะ คอนเทนต์ยิ่งประสบความสำเร็จ
- คอนเทนต์ที่ดีจะช่วยต่อยอดบทสนทนาคนเฉพาะกลุ่มได้
ตัวอย่างคอนเทนต์ที่ Mass ในปี 2026:
คลิป How to เฉพาะทางบน TikTok
- สอนทักษะสั้น ๆ
- แก้ปัญหาเฉพาะจุด
- คนดูเซฟไว้ใช้ ไม่ได้ดูเพื่อแชร์อวด
Creator สาย Niche Authority
- โฟกัสเรื่องเดียวชัด ๆ
- ใช้ภาษาที่เฉพาะ
- คนติดตามเพราะเชื่อถือ ไม่ใช่เพราะไวรัล
Sharing ประสบการณ์ตรงที่จริงใจ
- เรื่องงาน
- เรื่องชีวิต
- เรื่องความเหนื่อย ความพัง ความไม่สมบูรณ์
คอนเทนต์ที่สร้าง Engangement
- ตั้งคำถาม
- เปิดพื้นที่ให้คอมเมนต์
- เกิดบทสนทนา มากกว่าการแชร์ต่อ
การเปลี่ยนผ่านที่ส่งถึงครีเอเตอร์
สิ่งที่ครีเอเตอร์ยุคใหม่ได้เรียนรู้จากความ Mass ที่แตกต่างระหว่างปี 2016 และ 2026 ไม่ใช่เพียงแค่จุดเด่นและจุดด้อยที่มากกว่ากัน แต่ในโลกที่ผู้คนเปลี่ยน วิธีคิดก็จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนตาม
เราไม่จำเป็นต้องทำให้คอนเทนต์ดังที่สุดหรือถูกใจคนมากที่สุดก็ได้ เพียงแค่รู้ว่าคอนเทนต์ที่ทำนั้นยืนอยู่ตรงไหนให้แพลตฟอร์มเลือก และคอนเทนต์นั้นกำลังพูดกับใคร หรือแก้ปัญหายังไงให้กับคนดูบ้าง
ทั้งนี้สิ่งที่เปลี่ยนแปลงในปี 2026 คือ การมีเอกลักษณ์บางอย่างชัดเจนในตัวเอง แม้ไม่ได้ถูกยอมรับในวงกว้างนัก ส่งผลให้คอนเทนต์ที่มีความ Niche ทั้งเฉพาะตัวและเฉพาะกลุ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นความ Mass รูปแบบใหม่ในปัจจุบัน
ท้ายที่สุดแล้วในปี 2026 และบทความนี้ไม่ได้บอกให้ครีเอเตอร์ทำคอนเทนต์ให้ Mass และหันไปทำคอนเทนต์ Nichr แทน แต่แค่อยากฝากให้ครีเอเตอร์ทุกคนค้นหาจุดยืนของตัวเอง แสดงตัวตนพร้อมหากลุ่มคนดูที่ไม่ใช่สำหรับคอนเทนต์ที่ทำจริง ๆ เพราะถ้าเจอสิ่งเหล่านี้แล้วแม้คอนเทนต์จะไม่ Mass แต่จะมีคุณค่ากับคนบางกลุ่มแน่นอน
