
ในตอนนี้หากมีการวางกลยุทธ์ในการทำคอนเทนต์ ที่ให้ความสำคัญกับ SEO อย่างเดียวอาจจะไม่พอ เพราะในโลกโซเชียลมีเดียที่กลายเป็น Search Engine นั้น Meta มองว่าคอนเทนต์ที่เสิร์ชเจอได้ทั้งชื่อคลิป แคปชัน และแฮชแท็กกลับสำคัญไม่แพ้กับ SEO บน Google Search โดยเปลี่ยนจากการติดหน้าเสิร์ช มาเป็นติดหน้าฟีดแทน
ซึ่งพฤติกรรมโดยรวมของผู้คนและการเสิร์ชไม่ได้หายไปไหน แม้ยอดการค้นหาบน Google ต่อผู้ใช้หนึ่งคนในสหรัฐฯ ลดลงเกือบ 20% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว อีกทั้ง Google Discover Traffic ก็ลดลงถึง 21% เช่นกัน แต่ในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกลับมีการเสิร์ชเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเสิร์ชเพื่อค้นหาคอนเทนต์หรือเสิร์ชเกี่ยวกับแบรนด์ก็ตาม
โดย Meta ได้บอกเอาไว้ว่า การเสิร์ชของผู้คนในปัจจุบันไม่ได้มีโซเชียลมีเดียมาแทนที่ แต่ผู้คนในตอนนี้มี Search Mode ทั้ง 2 แบบ นั่นก็ Web Search และ Social Search ทำให้ครีเอเตอร์หรือแบรนด์ตอนนี้ต้องสร้างคอนเทนต์ที่สามารถเสิร์ชเจอได้ทั้งบนเว็บ และเสิร์ชในโซเชียล เพราะโซเชียลมีเดียมีบทบาทในการ Discovery มากขึ้น
และวิดีโอ Short-form ก็เป็นตัวขับเคลื่อนที่ทำให้คลิปถูกค้นหาในแท็บเสิร์ชมากขึ้นด้วย ทำให้ Meta รองรับพฤติกรรม Discovery ที่กำลังเปลี่ยนไปมากกว่าเดิม เพราะมีทั้ง Direct Search Activity และ Content ที่เกี่ยวกับสินค้าอยู่ในแพลตฟอร์มเดียวกัน พร้อม AI Tools ที่จะช่วยเชื่อมการเสิร์ชเพื่อค้นหา และการเสิร์ชเพื่อต้องการซื้อได้
ทำให้การปรับตัวสำหรับครีเอเตอร์และแบรนด์ที่ทำคอนเทนต์บน Meta ไม่ว่าจะเป็นทั้ง Facebook หรือ Instagram จะต้องใส่ใจในเรื่องชื่อคลิป, แคปชัน และแฮชแท็กที่ใช้มากขึ้น เพื่อทำให้ตรงหมวดหมู่คอนเทนต์ และเสิร์ชเจอจากคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับคลิปมากขึ้นนั่นเอง
ที่มา: https://www.socialmediatoday.com/news/social-media-drives-consumer-discover-per-meta/820437/
