
Pinterest เป็นแพลตฟอร์มรวมแหล่งไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ของใครหลายคน ซึ่งตอนนี้เฉลี่ยแล้วมีผู้ใช้งานต่อเดือนกว่า 619 ล้านแอ็กเคานต์ และรองรับการค้นหามากกว่า 80,000 ล้านครั้งต่อเดือน โดยครึ่งนึงของการเสิร์ชมักจะมี ‘Commercial Intent’ หรือการเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจซื้อเสมอ ทำให้แพลตฟอร์มต้องเปิดโหมดให้แบรนด์โปรโมต Pin ของครีเอเตอร์ได้ แม้ไม่เคยร่วมงานกันเพิ่มขึ้นมา เพื่อให้พินของครีเอเตอร์มีโอกาสถูกมองเห็น และแบรนด์ได้โปรโมตแคมเปญโฆษณาของตัวเองมากขึ้น
เพราะฟีเจอร์ใหม่จะช่วยให้แบรนด์ค้นหา Pin ที่เกี่ยวกับสินค้าของตัวเองได้ และค่อยใช้งบโฆษณาดันเพื่อเพิ่มการมองเห็นจากคอนเทนต์นั้น ๆ ของครีเอเตอร์อีกที ทำให้ไม่ต้องเริ่มจากบรีฟ จ้างผลิต หรือรอครีเอเตอร์สร้างคอนเทนต์เพื่อแบรนด์ใหม่ทุกครั้ง
อย่างไรก็ตาม แบรนด์ก็ไม่สามารถนำคอนเทนต์ของครีเอเตอร์ไปใช้ได้อย่างอิสระขนาดนั้น เพราะคอนเทนต์ไหนที่แบรนด์ต้องการจะต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้าของโพสต์ก่อน เพราะ Pinterest ยังสามารถควบคุมการอนุญาตผ่านการตั้งค่าแอ็กเคานต์ และจะมีการส่งอีเมลแจ้งเตือนเมื่อมีแบรนด์เลือกโปรโมต Pin ของครีเอเตอร์ได้
ซึ่งต่อให้แบรนด์จะไม่ได้ทำการคอลแลบ หรือไม่ได้ติดป้าย Paid Partnership และเกิดจากข้อตกลงทางสปอนเซอร์ก็ตาม สิ่งที่ครีเอเตอร์ต้องทำก็แค่กดอนุญาตให้ผู้ลงโฆษณาโปรโมตคอนเทนต์ เพราะแบรนด์อาจเลือก Pin ที่มีไปเพิ่ม Reach จากโฆษณาของตัวเอง
ทำยังไงให้แบรนด์เลือก Pin
- มีการระบุชื่อแบรนด์ในชื่อ และคำอธิบายของ Pin
- สร้างคอนเทนต์ที่เชื่อมกับการซื้อสินค้าได้
- ทำคอนเทนต์ให้เหมาะสำหรับแบรนด์
- ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและลิงก์ปลายทางถูกต้อง
- ตรวจสอบการตั้งค่า Content Permissions ของแอ็กเคานต์
ซึ่งหากครีเอเตอร์ที่มี Pin ของตัวเองและอยากสร้างรายได้หรือโอกาสร่วมงานกับแบรนด์เพิ่ม ก็สามารถทำตาม Guideline นี้ได้ และหากบรนด์เลือกโปรโมต Pin ระบบจะส่งอีเมลแจ้งครีเอเตอร์ โดยเลือกที่จะกดยอมรับหรือกดปฏิเสธได้ หรือจะเลือกปิดสิทธิ์การนำไปใช้ต่อได้ที่ Content Permissions เช่นกัน
เพราะ Pinterest คอนเฟิร์มแล้วว่า การปิดสิทธิ์จะไม่กระทบต่อแคมเปญที่กำลังทำงานอยู่แล้ว ครีเอเตอร์จึงควรตรวจสอบการตั้งค่าก่อนมีแบรนด์นำคอนเทนต์ไปใช้ และไม่ควรรอปิดสิทธิ์นี้หลังเผยแพร่การลงโฆษณาหรือหลังจากที่แบรนด์นำ Pin ไปใช้แล้ว
Paid Partnership vs Content Promotion
- Paid Partnership: การทำงานร่วมกันที่มีการตกลงกันก่อน แล้วจึงสร้างหรือโปรโมตคอนเทนต์
- Content Promotion: การที่คอนเทนต์มีอยู่ก่อนหน้านั้น แล้วแบรนด์จึงเลือก Pin นำไปเพิ่ม Reach ในโฆษณาของตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์ Content Promotion ใหม่ของ Pinterest ยังไม่ชัดเจนว่าครีเอเตอร์จะได้รับค่าตอบแทนหรือส่วนแบ่งรายได้โดยอัตโนมัติจากอะไร หรือได้รับส่วนแบ่งกี่เปอร์เซ็นต์หากมีแบรนด์นำ Pin ไปโปรโมต เพราะเงินที่แบรนด์ใช้กับแคมเปญคือค่าโฆษณาที่จ่ายให้ Pinterest เพื่อซื้อ Reach ไม่ใช่ค่าจ้างผลิตคอนเทนต์หรือค่า Media Usage ที่ถูกส่งต่อให้ครีเอเตอร์โดยตรง
ครีเอเตอร์ได้อะไรจากฟีเจอร์นี้
- ได้รับยอด Reach ของ Pin เพิ่มขึ้น
- มีผู้ชมใหม่เข้ามาพบคอนเทนต์มากขึ้น
- มียอดเข้าชมโปรไฟล์หรือผู้ติดตามเพิ่มขึ้น
- ได้รับยอด Outbound Clicks เพิ่มขึ้น
- ได้รับโอกาสที่แบรนด์จะติดต่อร่วมงานในอนาคต
- มีรายได้จาก Affiliate ที่มีรายละเอียดสินค้าใน Pin
ซึ่งการใช้งานฟีเจอร์นี้แบรนด์ควรมีข้อตกลงกับครีเอเตอร์ก่อนนำคอนเทนต์หรือ Pin ไปใช้ในกับแคมเปญโฆษณา แม้ระบบจะไม่ได้บังคับให้ต้องมี Brand Partnership ระหว่างกันมาก่อน เพราะการสื่อสารตรงกันจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องบริบท ข้อมูลสินค้า และความสัมพันธ์กับแบรนด์คู่แข่งได้
และเพียงเพราะระบบอนุญาตให้โปรโมตได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแบรนด์ควรนำทุก Pin ที่พูดถึงตัวเองไปยิงแอดทันที แต่ต้องตรวจสอบถึงราคา โปรโมชั่น และความเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพสินค้า ไปจนถึงการใช้งานได้ของลิงก์ และความต้องการของครีเอเตอร์ที่ต้องการเพิ่มการมองเห็นจากโอกาสนี้
หรือหาก Pin ของครีเอเตอร์สร้าง Conversion ให้แบรนด์ได้จริง ครีเอเตอร์ควรสามารถใช้ข้อมูลนั้นต่อรอง Paid Partnership, Usage Fee หรือแคมเปญระยะยาวในอนาคต ไม่ใช่ได้รับเพียงยอดมองเห็นเพิ่มขึ้นเป็นค่าตอบแทนเช่นกัน
