Rebuild Your Edge ปีแห่งการพิสูจน์ ว่าใครก็แทนแบรนด์เราไม่ได้

Rebuild Your Edge ปีแห่งการพิสูจน์ ว่าใครก็แทนแบรนด์เราไม่ได้ ใน Session: MARKETING TREND 2027: THE END OF AVERAGE เทรนด์การตลาดปี 2027: สมการใหม่ ไร้ที่ยืนให้ความธรรมดาโดย อรรถวุฒิ เวศรานุรักษ์ (adapter digital) จากงาน The Secret Sauce Sumit 2026

May be an image of text

Average Consumer Became Extinct

  • คนกำลังเปลี่ยนจาก Solid Life > Liquid Life ที่ชีวิตไม่แน่นอน เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ตลอด (Liquid Modern Life)
  • Liquid Adulthood: การเป็นผู้ใหญ่ไม่มีคู่มืออีกต่อไป
  • The New Raility 2026: พร้อมย้ายงาน เน้นอยู่คนเดียว สร้างตัวตนผ่านแพลตฟอร์ม

5 Things That Turn to Liquid

Liquid Identity

คนเราโตไปเป็นอะไรก็ได้ แต่ไม่ตามสังคมแบบเดิม ตัวตนที่ใช่ไม่ได้มาจากสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่เป็นสิ่งที่สร้างเอง เลือกเอง ผ่านการเลือกใช้แบรนด์ต่าง ๆ

  • 91%: ทุกคนมี Subculture ที่ตัวเองสนใจ
  • 40%: ความชอบกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน
  • 19%: กว่า 1.1 พันล้านคนทั่วโลกไม่นับถือศาสนาเลย

สถิติชีวิตคนไทย

  • แต่งงานช้า ระยะงานสั้น ซื้อบ้านไม่ใช่ Default
  • 68%: ครัวเรือนไทยไม่มีคนอายุ 0-17 ปีอาศัยอยู่
  • 56%: ของ Gen Z ไทยจะทำงานกับนายจ้าง 1 แห่งแค่ 1-2 ปี
  • 41.7%: ของกรุงเทพ, ปทุมธานี, สมุทรปราการ เช่าอยู่
  • 40.5%: 15 – 49 ปีโสด

Liquid Foundations

สิ่งที่เคยพิสูจน์ว่า “โตเป็นผู้ใหญ่” มีราคาแพงเกินกว่าจะ Archieve ได้ เช่น ซื้อบ้านหรือซื้อรถ คนรุ่นใหม่จึงมีการโตเป็นผู้ใหญ่ในแบบของตัวเอง และเลือกซื้อความสุขจากสิ่งที่สนใจ แบรนด์จึงต้อง Offer สิ่งที่คนมองหา อย่างความสุขเล็ก ๆ ในแต่ละวันแทน

Liquid Work

งาน ๆ เดียวไม่สามารถรับประกันว่ารายได้จะมั่นคง คนจึงมักจะย้ายสายงาน และไม่ได้โตเส้นทางสายเดิม แบรนด์จึงต้องให้สกิลคนรุ่นใหม่มากขึ้น เพื่อให้อยากทำงานด้วย

  • 1 ปี: Gen Z จะเปลี่ยนงานกว่า 10 ครั้ง
  • 65%: การเปลี่ยนสายงาน = เปลี่ยนสายงานเลย ไม่ได้เปลี่ยนแค่บริษัท
  • 44%: Gen Z ยอมรับว่าเคยต่อต้านการใช้ AI ในองค์กร

Liquid Relationships

ความสัมพันธ์ไม่ได้มีแค่คบหรือคนคุย แต่คนยังต้องการ Connection แต่ไม่จำเป็นต้องมี Commitment แบรนด์สามารถสร้าง Space & Experience ให้ความสัมพันธ์เกิดขึ้นหลายแบบได้

  • Situationship: มากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน
  • Nanoship: ความสัมพันธ์สั้น คุยสั้น รู้สึกดีแต่ไม่คบ เน้นเก็บโมเมนต์ ไม่ผูกมัด
  • Maybelatership: รู้สึกใช่ รู้สึกรัก แต่อาจจะยังไม่พร้อม

Liquid Future

คนอายุยืนขึ้น แต่เศรษฐกิจ งาน เทคโนโลยี เปลี่ยนไวตลอด ไม่มีอะไรแน่นอน แบรนด์จึงไม่ควรขาย “อนาคตที่มีคำตอบเดียว” แต่ต้องช่วยปรับ Offer Solution เพื่อออกแบบชีวิตให้ตอบโจทย์

A Tale of Two Consumers

คนเดียวกันไม่ได้มีพฤติกรรมการซื้อแบบเดียวกันในทุก Category และมีการ Trade-up และ Trade-down ต่างหมวดหมู่สินค้ากัน

  1. Hyper-Individual: ตัวฉัน ของฉัน ไม่ยอมฝืนใคร เลือกใช้ของที่มีความเป็นเรามากกว่าตามคนอื่น
  2. Movement Class: Healthy, Vitality & Longevity เป็น Ultimate Status Symbol เพื่อให้ดูแลและพัฒนาตัวเองให้ดี
  3. The Wellness Friendship Gap: ความสัมพันธ์แบบมิตรภาพเริ่มห่าง และไม่อยากเป็นแบบคนที่ตัวเองไม่ชอบ เลยเลือกจะไม่ทำหรือไม่ไป เพราะ Wellness Lifestyle ต่างกัน

Mental Energy = The Rise of Neurowellness

  1. Nervous System Regulation: ฟื้นร่างกายให้กลับมาดีกว่าเดิม
  2. Neuro-Cosmetic: เข้าใจความสัมพันธ์ของผิวและความเครียด
  3. Holistic Well-Aging: เติบโตแบบเข้าใจ Anti-Aging
  4. Sleep = New Status: การนอนเป็นสิ่งที่มีมูลค่า และแทร็กกิงได้

Premium Goes Mainstream

ผู้บริโภคยอมจ่ายให้กับของที่แพงขึ้นพรีเมียแต่ให้คุณค่า (Value)

  1. Bigger Smart TV: มาตรฐานจอต้อง 55 นิ้ว
  2. Everyday Matcha: ชาเขียวเริ่มต้น 65 บาท และเมนูมัทฉะ
  3. Message Gun: ไม่ต้องมีติดบ้านก็เป็นนักกีฬาได้ เน้น Therabody
  4. High Protein Milk: ใคร ๆ ดื่มนมโปรตีนได้โดยไม่ต้องเป็นนักกีฬา

Identity Edge: อย่ากำหนดแค่กลุ่มเป้าหมาย แต่ให้ขายช่วงเวลานั้น ๆ ในชีวิตแทน

  1. Moment & Motivation: เปลี่ยนจาก Passion > Motivation Map
  2. Sophisticated Mass Marketing: ทำตลาดแมสในแบบปัจเจกกว่าเดิม
  3. A Tale of Two Consumers: คน ๆ เดียวมีทั้ฃยอมจ่ายเพิ่มและรอความคุ้มต่าง Category กัน

Average Value Became Negotiable

เหตุการณ์เงินเฟ้อทำให้คน เปลี่ยนวิธีการ “ซ้อป, ซื้อ และ บริโภค” แบรนด์จึงต้องมี Sharper Lens เพื่อทำให้เห็น Value และสร้าง Commitment กับ Consumer

4 States Value Barometer

May be an image of text

  1. Resonance: เป็นแบรนด์ที่คนเลือกเพราะความคุ้มค่า แต่คนไม่ได้มี Emotional Connection กับแบรนด์ (The simple obvious choice)
  2. Conviction: คนเชื่อมั่นในแบรนด์ออกมาพูด พิสูจน์ความดีงามของแบรนด์ เพราะคนเชื่อในสิ่งที่คนอื่นพูดมากกว่าแบรนด์พูดเอง (Worth streching for)
  3. Inertia: แบรนด์ที่คนเลือกเพราะความเคยชิน แต่ไม่ได้อินอะไรพิเศษ เป็นขั้นที่เปราะบาง (The Default)
  4. Strain: ผูกพันกับแบรนด์ แต่เริ่มไม่แน่ใจว่าคุ้มที่จะจ่ายมั้ย ต้องให้เหตุผลว่าทำไมต้องเลือก (Not sure why)

Average Content

  • Sea of Samness: ทำให้ทุกคอนเทนต์เหมือนกันไปหมด และทำให้ดีเท่า ๆ กัน
  • อัลกอริทึม
  • Trust Panalty: การใช้ AI ทำ Production = Brand Trust Decision
  • Slow Social: ไถฟีดจนสมองช้าไปด้วย

2-SPEED: แบรนด์ต้องเลือก Speed ที่จะวิ่งเกิดเป็น 2-Speed Strategy

  1. Trade-up: คุ้มที่จะจ่ายเพิ่ม หรือจ่ายแพงขึ้นเพื่อสินค้าและแบรนด์ที่ใช่ เช่น ความพิเศษจากเมมเบอร์ฟิตเนส
  2. Trade-down: คุ้มที่จะตัดสินใจ เลือกที่จะจ่ายน้อยลงเพราะตัดสินใจง่ายกว่า เช่น ครีมซอง

สิ่งที่แบรนด์และครีเอเตอร์ต้องมี

May be an image of text that says 'SIGNALA 60p STANDARD THEARE UOB "ความประหลาดใจ" SURPRISE ดึงความสนใจ แต่ สูตรสำเร็จเดิมๆ" ขาความสนใจ FOCUSES greater attention 0.50 Associated ATTENTION somectingood Assoclated less emotion Velceoue 0.20 effect -0.40 0.10 obtruding ne -0.20 THE TOPRIGHT Aiキパ 0.20 @oduc ทชนู 0.40 0.20 Abstractedproduct Abstracted product "ល -0.30 0P0 Associated withgreater -0.40 Associated with less attention TREBOTTOM-LEFT Source System1 Lumen, coding YouT adsf right- ndlet brain features. အောဘခဆေးသ်သာသမါ The features eatbigfish& UncersoredcMo win attention affecontecter. afamulac.trie brief eformula. Sanice SUMMIT Saice SUMMIT SUMMIT MHK'

  1. วางรากฐานข้อมูลแบรนด์ และสินค้าให้แข็งแรงที่ AI อ่านเข้าใจได้
  2. มี Brand Assets ที่โดดเด่นและสร้างความแตกต่าง
  3. เรื่องราวของแบรนด์ ที่สื่อสารได้ดี ทั้งกับมนุษย์และ Al
  4. Worth Edge: แบรนด์ต้องสร้าง Value ที่พิสูจน์ได้ แต่ต่อรองไม่ได้ หรือทำให้ให้คนยอมจ่าย ผูกพัน และอยากไปต่อกับแบรนด์

The Average Content Became “Noise”

คอนเทนต์ที่ไม่ Stand out กลายเป็น Noise

วันนี้ Algorithm เลือกให้ทุกคนเห็นสิ่งคล้าย ๆ กัน ไปหมดจนทุกคนเริ่มเห็นและชอบอะไรคล้ายกับคำถามคือ เราชอบสิ่งนั้นจริง ๆ หรือแค่ถูก Algorithm ป้อนให้เห็นซ้ำ ๆ จนคิดวาเราชอบ?

  • Consumer มองว่า AI ลดความน่าเชื่อถือมากกว่าช่วยเพิ่มถึง 4 เท่า
  • คาดหวังให้แบรนด์ Transparent ว่าใช้ AI แต่พอเปิดเผยแล้ว Purchase กลับน้อยลง
  • โดยเฉลี่ยงานที่ AI ทำได้ผลน้อยกว่างานที่มนุษย์ทำ เพราะ Ads ที่ Al gen ส่วนใหญ่เป็น Product Driven ที่มี Patern เดิม

Brand that comes to mind

เป็นแบรนด์ที่ “นึกถึง” ในจังหวะที่การซื้อกำลังเกิด

  1. โอกาสที่คนจะสังเกต จำได้ และนึกถึงแบรนด์ในสถานการณ์ซื้อ
  2. ถ้าความแตกต่างหายาก ต้องเป็นแบรนด์ที่จำได้ทันที
  3. Identity: ลบโลโก้ออกก็ยังรู้ว่าเป็นแบรนด์ไหน
  4. Resonance: คนรู้สึกอะไรกับแบรนด์ที่ต่างจากแบรนด์อื่น
  5. Value: คนยอมจ่ายอะไรเพื่อสิ่งที่เชื่อในแบรนด์

Slow Social: ครีเอทีฟจากมนุษย์สนุกและแปลกใหม่กว่า และคนเริ่มโหยหาคอนเทนต์ long-form

  • Platforms กำลังเปิดพื้นที่ให้คอนเทนต์ที่ยาวขึ้น
  • คนดูมองหาคอนเทนต์ที่ลึกและมีมิติกว่าเดิม
  • Short-form ยัง Win Attention ได้ แต่ Long-form ทำให้แบรนด์มีพื้นที่เล่าเรื่องและ Build Deeper Connections กับคนดูได้
  • อย่าผลิตแค่ Content ให้มากขึ้น แต่ผลิต Content ที่มี Signal จริง

The Average Marketer Became Optional

นักการตลาดแบบเดิม ๆ กำลังกลายเป็นตัวเลือกที่ไม่จำเป็น

  1. 8 ใน 10 เชื่อคำแนะนำของ AI โดยไม่ตั้งคำถาม
  2. Cognitive Surrender: การยกความรับผิดชอบในการคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจให้ AI โดยไม่ตรวจสอบ
  3. One-shot propmting ในแง่ระบบประสาท คือการทำให้สมองฝ่ออย่างเงียบ ๆ
  4. ใช้ AI ให้เป็น อย่าให้มันคิดแทนเรา
  5. พฤติกรรม Discernment (ตั้งคำถาม, ตัดสินผลลัพธ์,ตรวจสอบข้อเท็จจริง” ซึ่งเป็น Ideal ของการใช้ AI ที่ดี
  6. ตั้งกฎเหล็ก: ต้องคิดและรวบรวมไอเดียจากคนก่อน แล้วค่อยใช้ AI ช่วยขัดเกลา ขยายผล และตรวจสอบผลลัพธ์ให้ถี่ถ้วน

The Edge Commercial

นักการตลาดูปี 2027 อย่าเป็นแต่ “เจ้าของแคมเปญ”แต่ต้องเป็นเจ้าของ “การเติบโตของแบรนด์”

  • Creative ที่วัดผลทางธุรกิจไม่ได้ = ต้นทุน
  • Commercial creativity = ความคิดสร้างสรรค์ที่มีตัวเลขรองรับ
  • หาวิธีทำให้คนจำได้มากกว่าการแปะโลโก้แบรนด์ หรือมีสโลแกน
  • ไอเดียใหญ่บางครั้งต้องการสื่อ (Media) ที่ใหญ่พอในการสื่อสาร
  • ครีเอทีฟและมีเดียต้องวางแผนทำงานร่วมกัน
  • ลูกค้าไม่ได้แยกโลก Online vs Offline และมีแต่แบรนด์ที่แยก
  •   OMO ไม่ใช่ช่องทาง แต่เป็นความต่อเนื่องของประสบการณ์
  • Engagement ดีไม่ได้แปลว่าคนจำแบรนด์ได้ เลยต้องวัดผลที่ Busines Impact และ Business Result
  • AI ทำให้ทุกคนเก่งเท่ากันสิ่งที่เหลือคือรสนิยมและวิจารณญาณ
Copyright © 2026 RAiNMaker. All rights reserved.

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save