
Week 6: Winner Announcement iCreator Camp Gen 3 Presented by Sony! Session: The Productivity Life of Creators เทคนิคโปรดักทีฟในโลกคอนเทนต์ โดย คุณพีนัท ณัฏฐ์ เต็งชาตะพันธุ์ จาก Peanut Butter
Productivity

ไม่ใช่การทำงานหนัก แต่คือการสร้างระบบที่ทำซ้ำได้หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่คุณพีนัทย้ำตลอดการบรรยาย คือ ‘Productivity คือการสร้างระบบให้ตัวเองทำซ้ำได้ง่ายที่สุด’ เพราะในโลกของครีเอเตอร์ ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าการทำงานแบบไฟลุกเป็นช่วง ๆ การมีระบบที่ช่วยให้เราผลิตคอนเทนต์ได้ต่อเนื่อง จึงเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่ในวงการระยะยาว
จุดเริ่มต้นของ Peanut Butter มาจากสิ่งที่ชอบ ไม่ใช่สิ่งที่กำลังฮิต

ก่อนจะกลายเป็นครีเอเตอร์สาย Productivity และ Gadget ที่หลายคนรู้จัก คุณพีนัทเองก็เคยผ่านช่วงเวลาของการทดลองหลายอย่างจนเริ่มหมดกำลังใจ แต่สิ่งที่ทำให้ค้นพบตัวเองในท้ายที่สุด กลับเป็นการหยิบเอาสิ่งที่ชอบทำอยู่แล้วมาสร้างคอนเทนต์ โดยไม่ได้คาดหวังผลลัพธ์หรือยอดวิวมากนัก จนคอนเทนต์นั้นกลายเป็นไวรัลโดยไม่รู้ตัว นี่จึงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า บางครั้งสิ่งที่เป็นตัวเรามากที่สุด อาจเป็นสิ่งที่ผู้คนกำลังมองหาอยู่เช่นกัน
เมื่อโลกเปลี่ยน ครีเอเตอร์ก็ต้องปรับตัวไปพร้อมกัน
แม้แก่นของคอนเทนต์จะยังเป็นเรื่องเดิม แต่รูปแบบการนำเสนอสามารถพัฒนาไปตามยุคสมัยได้ ตัวอย่างของ Peanut Butter คือการเปลี่ยนจากการจดบันทึกลงบนกระดาษธรรมดา มาสู่การใช้งาน iPad และ Digital Note-taking ในช่วงเวลาที่เทคโนโลยีดังกล่าวกำลังได้รับความนิยมพอดี ซึ่งสิ่งนี้เองได้สะท้อนว่าการเติบโตของครีเอเตอร์ไม่ได้เกิดจากการวิ่งตามเทรนด์เพียงอย่างเดียว แต่คือการนำสิ่งที่ตัวเองชอบมาปรับให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
ยิ่งชอบ ยิ่งดื้อ
อย่ามองข้ามความชอบเล็ก ๆ ของตัวเองอีกหนึ่งประโยคที่หลายคนจดไว้ คือ
“ยิ่งชอบ = ยิ่งดื้อ”
เพราะหลายครั้งความชอบเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนไม่มีใครสนใจ อาจกลายเป็นจุดแข็งที่แตกต่างจากคนอื่นในอนาคต ดังนั้นแทนที่จะมองหาสิ่งที่คนอื่นกำลังทำอยู่ตลอดเวลา ลองย้อนกลับมาสำรวจว่าอะไรคือสิ่งที่เราสนใจจริง ๆ เพราะนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของตัวตนบนโลกออนไลน์
สร้าง Content Pillar ให้ชัด ก่อนขยายตัวตนออกไป
ปัจจุบันช่อง Peanut Butter ไม่ได้มีเพียงคอนเทนต์ประเภทเดียว แต่ประกอบด้วยหลาย Pillar ไม่ว่าจะเป็น
- Gadget
- Lifestyle
- Podcast
การมี Content Pillar ที่หลากหลาย ช่วยให้ช่องมีมิติและเปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์สามารถเล่าเรื่องได้มากขึ้น โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์เดิมเอาไว้ นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงในการติดอยู่กับคอนเทนต์เพียงรูปแบบเดียว ซึ่งอาจทำให้ทั้งคนดูและตัวครีเอเตอร์รู้สึกจำเจในระยะยาว
“ชอบให้ชัดด้วย Keyword” วิธีค้นหาตัวตนที่นำไปต่อยอดได้จริง

หนึ่งในเทคนิคที่น่าสนใจที่สุดของเซสชันนี้ คือการนิยามตัวเองผ่าน Keyword จึงได้อยากชักชวนให้ครีเอเตอร์ทุกคนลองเขียนคำที่สะท้อนตัวตนของตัวเองออกมา เช่น
- Stationery
- Cute
- iPad
- Note Taking
- Planner
- Gadget
- Gentle Productivity
- Homebody
จากนั้นนำ Keyword เหล่านี้มาจับคู่ สลับ ผสม หรือแตกแขนงออกไปเป็นไอเดียคอนเทนต์ใหม่ ๆ เพราะไม่ว่าจะจับคู่ในรูปแบบไหน คอนเทนต์ที่ออกมาก็ยังคงมีความเป็นตัวเราอยู่เสมอ วิธีคิดนี้เปรียบเหมือนการมีวัตถุดิบประจำตัว ที่สามารถนำมาปรุงเป็นเมนูใหม่ได้ไม่รู้จบ
เมื่อต้องทำงานกับสปอนเซอร์ ให้เริ่มจากการหา Keyword ร่วมกัน
หลังจากค้นพบตัวตนของตัวเองแล้ว ความท้าทายต่อมาคือการทำงานร่วมกับแบรนด์หรือสปอนเซอร์ จึงได้แนะนำว่า
- เริ่มจากการแตก Keyword ของ Key Message ที่ลูกค้าต้องการสื่อ
- มองหาจุดเชื่อมโยงระหว่าง Keyword ของแบรนด์กับ Keyword ของตัวเอง
- สร้างเรื่องเล่าที่ผสมทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกัน
วิธีนี้ไม่เพียงช่วยให้คอนเทนต์ดูเป็นธรรมชาติ แต่ยังเป็นการสร้าง Branding ของครีเอเตอร์ให้แข็งแรงขึ้น เพราะผู้ชมยังสามารถรับรู้ตัวตนของเจ้าของช่องได้อย่างชัดเจน
ยอดวิวไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง
ครีเอเตอร์หลายคนอาจเคยมีความคิดว่า
- ยอดวิวน้อย
- คลิปไม่ปัง
- ไม่น่าทำเลย
แต่คุณพีนัทมองว่า การวัดคุณค่าของคอนเทนต์ด้วยยอดวิวเพียงอย่างเดียว อาจทำให้เราพลาดประโยชน์อีกหลายด้านที่ซ่อนอยู่โดยทุกคอนเทนต์สามารถสร้างคุณค่าได้อย่างน้อย 3 รูปแบบ
- New Followers
คอนเทนต์ประเภท How-to หรือคอนเทนต์ให้ความรู้ มักช่วยดึงผู้ติดตามใหม่เข้ามา
- Community
คอนเทนต์ที่เล่าเรื่องราวชีวิตหรือความคิดเห็น ช่วยให้ผู้ติดตามรู้จักและใกล้ชิดกับเรามากขึ้น
- Self Interest
คอนเทนต์ที่เกิดจากความอยากลองหรือความสนใจส่วนตัว ช่วยพัฒนาทักษะและเปิดโอกาสให้เราเรียนรู้สิ่งใหม่ เพราะในความเป็นจริง เราไม่มีทางรู้เลยว่าคอนเทนต์ที่ตั้งใจทำเพื่อเป้าหมายเพียงข้อเดียว จะนำไปสู่โอกาสอื่น ๆ ตามมาเมื่อไร
จัดตารางชีวิตให้เหมือนการออกแบบคอนเทนต์
ช่วงท้ายของเซสชัน คุณพีนัทแนะนำให้ครีเอเตอร์ลองกำหนดวันทำงานแต่ละประเภทอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น
- Storyboard Day
- Community Day
- Inspiration Day
เพื่อให้ชีวิตมีจังหวะการทำงานที่ชัดเจนมากขึ้น เพราะถึงแม้อาชีพครีเอเตอร์จะไม่มีวันหยุดตายตัวเหมือนงานประจำ แต่การรู้ว่าวันไหนต้องสร้างสรรค์งาน วันไหนต้องสื่อสารกับผู้ติดตาม และวันไหนควรพักเพื่อเติมแรงบันดาลใจ จะช่วยลดโอกาสเกิด Burnout ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นสุดท้ายแล้วการ Productivity ที่แท้จริง อาจไม่ใช่การทำงานให้มากขึ้น แต่คือการออกแบบระบบที่ทำให้เราสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวนั่นเอง
รายละเอียดแคมป์
- ระยะเวลาแคมป์: 25 เม.ย. – 30 พ.ค. 69 (เรียนทุกวันเสาร์ตลอด 6 สัปดาห์)
- เวลาเรียน: 09.30 – 17.30 น. (ลงทะเบียนเรียน 09.00 น.)
- สถานที่: คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ
#iCreatorCamp2026 #iCreatorCamp
