
เมื่อกระแส Running Club ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ในประเทศไทย แต่กำลังได้รับความนิยมไปทั่วโลก ล่าสุด TikTok และ Strava ได้ประกาศความร่วมมือครั้งใหม่ผ่านการเปิดตัว ‘Local Movement Fund’ หรือกองทุนที่มีมูลค่าราว 3.8 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนคอมมูนิตี้ด้านการวิ่งและกิจกรรมกลางแจ้งในระดับท้องถิ่นทั่วยุโรป
ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นจากพฤติกรรมของผู้ใช้งานที่เริ่มต้นจากการค้นหาแรงบันดาลใจบน TikTok ก่อนจะนำไปสู่การลงมือทำจริงผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ขณะที่ Strava ได้กลายเป็นแพลตฟอร์มสำคัญสำหรับนักวิ่งและคนรักการออกกำลังกายในการบันทึกผล ติดตามความก้าวหน้า และเชื่อมต่อกับผู้คนที่มีความสนใจเดียวกัน โดยในปีที่ผ่านมา ผู้ใช้งานบน Strava ได้ส่ง Kudos หรือการแสดงกำลังใจให้กันมากกว่า 14,000 ล้านครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของคอมมูนิตี้บนแพลตฟอร์ม
โดยภายใต้โครงการนี้ TikTok และ Strava ได้สนับสนุนครีเอเตอร์จำนวน 20 คนจากหลายประเทศในยุโรป พร้อมมอบทั้งเงินทุนและเครดิตสำหรับการทำโฆษณาบน TikTok เพื่อช่วยผลักดันกิจกรรมของ Running Club และคอมมูนิตี้ท้องถิ่น จากเป้าหมายหลักที่ว่าด้วยความต้องการที่จะเปลี่ยนแรงบันดาลใจจากโลกออนไลน์ให้กลายเป็นการมีส่วนร่วมและการเคลื่อนไหวในโลกจริง
หนึ่งในกิจกรรมแรกภายใต้โครงการจะเกิดขึ้นที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม โดย Zahra Rose หนึ่งในครีเอเตอร์ที่เข้าร่วมโครงการ จะจัดกิจกรรมวิ่งฟรีสำหรับคนในพื้นที่ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้คนได้พบปะ เชื่อมต่อ และสร้างความสัมพันธ์ผ่านการออกกำลังกายร่วมกัน
ซึ่งเบื้องหลังความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจของแพลตฟอร์มดิจิทัล เพราะ TikTok ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงพื้นที่สำหรับรับชมคอนเทนต์อีกต่อไป แต่กำลังขยายบทบาทสู่การเป็นตัวกลางในการสร้างคอมมูนิตี้ ขณะที่ Strava เองก็ไม่ได้เป็นแค่แอปติดตามการออกกำลังกาย แต่กำลังพัฒนาตัวเองสู่การเป็น Social Platform สำหรับคนรักกิจกรรมกลางแจ้ง
ทั้งนี้สิ่งที่น่าสนใจคือความเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นสัญญาณสำคัญที่ประเทศไทยควรจับตา เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Running Club ได้เติบโตอย่างรวดเร็วในไทย จนกลายเป็นมากกว่ากลุ่มออกกำลังกาย แต่เป็นพื้นที่สำหรับพบปะผู้คน สร้างเครือข่าย และสะท้อนไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่
นอกจากนั้นแล้วสำหรับในมุมของแบรนด์หรือ Agency การร่วมมือครั้งนี้อาจเป็นบทเรียนสำคัญว่าการสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคในอนาคต อาจไม่ได้เกิดขึ้นผ่านการซื้อสื่อหรือสร้างยอดวิวเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ที่ผู้คนมีส่วนร่วมจริง และสามารถสร้างประสบการณ์ร่วมกันได้ในโลกออฟไลน์มากขึ้น
ขณะเดียวกันความร่วมมือระหว่าง TikTok และ Strava ยังได้สะท้อนแนวโน้มใหม่ของ Creator Economy ที่กำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่ครีเอเตอร์ถูกวัดผลด้วยยอดผู้ติดตาม ยอดวิว หรือยอด Engagement สู่การเป็น Community Builder หรือผู้สร้างและขับเคลื่อนคอมมูนิตี้
และในอนาคตเองนั้นครีเอเตอร์ที่มีคุณค่าอาจไม่ใช่คนที่มีผู้ติดตามมากที่สุด แต่เป็นคนที่สามารถรวมผู้คนให้เกิดการลงมือทำจริง สร้างกิจกรรมร่วมกัน และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในคอมมูนิตี้ได้อย่างยั่งยืน
เพราะ TikTok และ Strava ยังเตรียมร่วมมือกับ Praesidio Safeguarding องค์กรด้านความปลอดภัยและสวัสดิภาพ เพื่อศึกษาว่าแพลตฟอร์มดิจิทัลสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดพฤติกรรมเชิงบวกในโลกจริงได้อย่างไร รวมถึงแนวทางในการสร้างคอมมูนิตี้ที่ปลอดภัยและเปิดกว้างสำหรับทุกคน
ทำให้หากโมเดลของโครงการนี้ประสบความสำเร็จ ก็มีความเป็นไปได้ที่โลกโซเชียลจะได้เห็นแพลตฟอร์มและแบรนด์ต่าง ๆ หันมาลงทุนกับพลังของคอมมูนิตี้มากขึ้น เพราะในโลกที่ทุกคนสามารถสร้างคอนเทนต์ได้ สิ่งที่หายากกว่าอาจไม่ใช่ยอดวิว แต่คือความสามารถในการสร้างผู้คนให้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งร่วมกัน
สุดท้ายแล้วการจับมือกันระหว่าง TikTok และ Strava ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการสนับสนุนคอมมูนิตี้นักวิ่งในยุโรปเท่านั้น แต่ยังสะท้อนทิศทางใหม่ของแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องการเปลี่ยนจากพื้นที่เสพคอนเทนต์ ไปสู่พื้นที่สร้างการลงมือทำจริงในโลกออฟไลน์
แต่ยังเป็นสัญญาณสำคัญว่าอนาคตของ Creator Economy อาจไม่ได้วัดกันที่ยอดวิวหรือจำนวนผู้ติดตามเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่จะวัดจากความสามารถในการสร้างคอมมูนิตี้ สร้างการมีส่วนร่วม และพาผู้คนออกมาทำกิจกรรมร่วมกันได้จริง ซึ่งอาจเป็นโอกาสใหม่ทั้งสำหรับครีเอเตอร์ แบรนด์ และคอมมูนิตี้ต่าง ๆ ในไทยที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
