
Report ฉบับล่าสุดจาก YouTube Culture & Trends ในหัวข้อ ‘Human Creativity and AI’ ได้เผยตัวเลขและอินไซต์ที่น่าสนใจมากว่า จริง ๆ แล้วครีเอเตอร์และคนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 14 – 44 ปี เริ่มนำ GenAI มาใช้ในมิติที่ของความชอบส่วนตัวมากกว่าที่คิด RAiNMaker จะพาไปแกะรอยดูว่าตัวเลขเหล่านี้บอกอะไรเรา และทำไม AI ถึงกลายเป็นพื้นที่ระบายความรู้สึกใหม่ของคนทำคอนเทนต์ในยุคนี้
72% ของคนทำคอนเทนต์ ใช้ AI เข้ามาทำวิดีโอแล้ว
จากผลสำรวจร่วมกับ NRG พบว่า 72% ของครีเอเตอร์และผู้โพสต์วิดีโอ ยอมรับว่าพวกเขาเคยใช้ AI กับวิดีโอหรือรูปภาพมาแล้ว แต่จุดพีคมันไม่ได้อยู่แค่การใช้ AI เพื่อลดขั้นตอนการทำงานแบบเดิม ๆ เพราะผลสำรวจบอกชัดเจนว่า กว่า 2 ใน 3 ของคนที่ใช้ AI ทำวิดีโอ เลือกที่จะเอาตัวเองใส่ลงไปในคอนเทนต์นั้นด้วย เหมือนกับว่าพวกเขาได้สวมบทบาทเป็นผู้กำกับชีวิตตัวเองผ่านหน้าจอ
เปลี่ยนความซับซ้อนในใจ ให้กลายเป็นงานภาพที่กินใจ
ถ้าถามว่าทำไมคนถึงอยากเอาตัวเองเข้าไปอยู่ใน AI Video คำตอบคือการสำรวจตัวตนและการเยียวยาความรู้สึก เทรนด์ฮิตอย่าง “hug your younger self” ที่คนเอาภาพถ่ายวัยเด็กมาทำแอนิเมชันให้ขยับได้แล้วเข้าไปกอดตัวเองในจอ กลายเป็นไวรัลที่มาแรงมาก เพราะมันช่วยเปลี่ยนความรู้สึกข้างในที่อธิบายเป็นคำพูดได้ยาก ให้กลายเป็นภาพที่จับต้องได้และเต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจ
สิ่งนี้ทำให้ช่องคอมเมนต์และวิดีโอรีแอคชันกลายเป็น คอมมูนิตี้แห่งความ Nostalgia ที่คนเข้ามาแชร์ความรู้สึกร่วมกัน สะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้ทำให้มนุษย์ห่างกัน แต่กลับเป็นสื่อกลางที่ช่วยสร้างความเห็นอกเห็นใจระหว่างกันได้ลึกซึ้งขึ้น
ปลดล็อกจินตนาการ เมื่อข้อจำกัดของโลกจริงหมดไป
ไม่ใช่แค่เรื่องดราม่าหรือความซาบซึ้งเท่านั้น แต่สายงานอดิเรกก็ได้แบบเต็ม ๆ เช่นกัน ใน Report เผยว่าสายแฟชั่นอย่างดีไซเนอร์หน้าใหม่ ก็สามารถเปลี่ยนภาพร่างสเกตช์ ให้กลายเป็นรันเวย์แฟชั่นโชว์เสมือนจริงได้ในพริบตา หรือครีเอเตอร์สายเกม Minecraft อย่าง Kristufer ที่ใช้ AI ช่วยเนรมิตตัวเองไปโผล่นั่งกิน ASMR Mukbang อยู่ในภัตตาคารกลางบล็อกไม้โลกแฟนตาซี
ถึงแม้นี่จะเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้เห็นว่า GenAI สามารถเยียวยาจิตใจและเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ใหม่ ๆ ได้ แต่หากเรามองย้อนกลับมาในอีกมุมหนึ่ง เทคโนโลยีนี้ก็มีข้อน่ากังวลไม่น้อยเหมือนกัน โดยสิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดคงไม่พ้นเรื่อง Privacy หรือปัญหาความเป็นส่วนตัวและลิขสิทธิ์
เพราะการนำรูปภาพวัยเด็ก ใบหน้า หรือข้อมูลส่วนบุคคลใส่เข้าไปในโมเดล GenAI สาธารณะ อาจเสี่ยงต่อการถูกดึงข้อมูลไปฝึกฝน หรือโดนนำใบหน้าไปใช้ในทางที่ผิดโดยที่เราไม่ยินยอม
Report ชิ้นนี้ของ YouTube สะท้อนภาพสะบัดมุมมองเดิม ๆ ว่าด้วยเรื่องของ AI ได้อย่างชัดเจนว่า แก่นแท้ที่ขับเคลื่อน Generative AI ในตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องของความล้ำทางเทคโนโลยี แต่คือความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ที่อยากแสดงออกถึงตัวตน และการสร้างความเชื่อมโยงกับคอมมูนิตี้ที่มีความชอบคล้ายกัน
แต่อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือ ส่วนหัวใจสำคัญยังคงเป็นความตั้งใจของผู้ใช้งาน ครีเอเตอร์ยุคนี้จึงไม่ใช่แค่ต้องใช้ AI ให้เป็น แต่ต้อง ใช้อย่างมีสติและรักษาสมดุลระหว่างการสร้างสรรค์ ความจริงใจ และความปลอดภัยด้านข้อมูลเอาไว้ด้วย
