
เทปเพลง แผ่นเกม ม้วนวิดีโอเช่า หรือหนังสือ ล้วนเป็น “Physical Media” ที่เราเคยจำต้องได้ในยุคแอนาล็อก แต่ในวันที่ทุกอย่างกลายเป็นดิจิทัลหรือแม้แต่ข้อมูลส่วนตัวของตัวเอง เราก็อาจจะได้เป็นเจ้าของสิ่งเหล่านี้น้อยลงไปทุกวัน เช่นเดียวกับเหตุการณ์สะเทือนวงการเกม ที่ Sony ออกมาประกาศยุติขายแผ่นเกม PlayStation ภายในปี 2028 ด้วย
ซึ่งคนที่เคยทำนายไว้ว่ามีเดียที่จับต้องได้ในยุคก่อนกำลังจะค่อย ๆ หายไป นั่นก็คือ ‘Hideo Kojima’ นักพัฒนาเกมระดับตำนานเจ้าของผลงาน Metal Gear Solid และ Death Stranding เคยทำนายไว้ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี 2021 บน X
ว่าท้ายที่สุดแล้วแม้แต่ข้อมูลดิจิทัลก็จะไม่ได้เป็นของปัจเจกบุคคลอีกต่อไปตามที่ตัวเองต้องการ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่โลก ประเทศ รัฐบาล อุดมการณ์ หรือกระแสสังคมเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นอาจถูกตัดออกได้ทันที
ซึ่งโพสต์ครั้งนั้นก็ถูกนำกลับมาพูดถึงอีกครั้งบนโลกโซเชียล หลังจากที่ Sony ประกาศข่าวยุติการขายเกมแบบแผ่น และกลายเป็นไวรัลทั่วโลก เพราะKojima บอกว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากกว่าที่คิด เพราะการโตมากับPhysical Media สะสมทั้งซีดีเพลงและ Blu-ray หนังมาตลอดกำลังจะค่อย ๆ หายไปอย่างถาวร
แต่กับแผ่นเกมมีความพิเศษกว่านั้นมาก เพราะแม้จะซื้อแผ่นมา ก็ยังต้องโหลดไฟล์ลงฮาร์ดดิสก์ก่อนเล่นอยู่ดี ซึ่งหมายความว่าไฟล์เกมยังอยู่ในเครื่องของเราเอง แต่ในอนาคตเมื่อเกมสตรีมจากอินเทอร์เน็ตมาให้เล่นเลย ไม่ต่างจากหนังหรือเพลงในปัจจุบัน สถานการณ์จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เพราะเราไม่สามารถเป็นเจ้าของมีเดียอะไรได้เลย นอกจากการเป็นเพียงสสมาชิก (Subscription) เท่านั้น และความเสี่ยงที่ตามมาคือบริษัทเจ้าของเซิร์ฟเวอร์สามารถปิดกั้นการเข้าถึงได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะจากนโยบายรัฐบาล ความขัดแย้งทางการเมือง หรือเหตุการณ์ใหญ่ในอนาคตที่ไม่ได้คาดคิดก็ตาม
และแม้ Kojima จะออกมาเตือนเรื่องนี้ แต่เกมของ Kojima เองก็ไม่เคยวางขายบน Store แบบ DRM-free อย่าง GOG เลยสักครั้ง นี่จึงเป็นการมองการณ์ไกลว่าเป็นปัญหาที่กระทบกับทุกคนในยุคดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นหนัง เพลง หนังสือ หรือซอฟต์แวร์
เพราะโมเดลธุรกิจที่เปลี่ยนจากการขายของให้ทุกคนได้เป็นเจ้าของ มาเป็นการขายสิทธิ์ให้เข้าถึงแทนจนกลายเป็น Norm ใหม่ของคนยุคนี้ ซึ่งเป็นโมเดลเดียวกันกับที่ Meta, Netflix, Spotify, Apple Music และแทบทุกแพลตฟอร์มดิจิทัลกำลังเป็นอยู่ ทำให้อำนาจในการเข้าถึงสิ่งที่จ่ายเงินไปแล้ว ถูกโอนไปอยู่ในมือของบริษัทและรัฐบาล มากกว่าในมือของเราเองเรื่อย ๆ จนอาจสูญเสีย “ความเป็นเจ้าของดิจิทัล” ไปนั่นเอง
