
Getty Images หนึ่งในแพลตฟอร์มภาพสต็อกรายใหญ่ของโลก กำลังเตรียมเข้าสู่กระบวนการล้มละลายภายใต้ Chapter 11 หลังเผชิญทั้งภาระหนี้ ต้นทุนดอกเบี้ย และความเปลี่ยนแปลงของตลาดคอนเทนต์ ที่ผู้คนเริ่มหันไปใช้ภาพจาก Generative AI มากขึ้น
Getty Images ยังไม่ได้ปิดกิจการ
ซึ่งการล้มละลายนี้ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะปิดกิจการ หรือปิดเว็บไซต์ ไปจนถึงเลิกจ่ายเงินให้กับช่างภาพ แต่เพียงแค่เลือกใช้กระบวนการที่เรียกว่า Prepackaged Chapter 11 เพื่อปรับโครงสร้างหนี้และพาบริษัทออกจากตลาดหุ้น พร้อมกลับไปดำเนินธุรกิจต่อในฐานะบริษัทเอกชนอีกครั้ง
โดยวันที่ 12 ตุลาคม 2026 Getty Images ได้ทำข้อตกลงสนับสนุนการปรับโครงสร้าง หรือ Restructuring Support Agreement กับผู้ถือหุ้นรายใหญ่และกลุ่มเจ้าหนี้ ก่อนเตรียมยื่นขอความคุ้มครองภายใต้ Chapter 11 ในสหรัฐฯ
หรือเป็นการเจรจาแผนกับเจ้าหนี้รายสำคัญไว้ล่วงหน้า ก่อนจะนำแผนนี้เข้าสู่กระบวนการศาล แต่ Getty Image ยืนยันว่าสถานการณ์ในตอนนี้จะไม่กระทบต่อพนักงานในบริษัท ลูกค้า พาร์ตเนอร์ หรือครีเอเตอร์ ซึ่งบริษัทคาดว่าจะยังสามารถจ่ายเงินตามปกติได้
ฉะนั้น คนที่ยังใช้ภาพจาก Getty Images หรือช่างภาพที่ส่งผลงานเข้าแพลตฟอร์มเพื่อหารายได้ ก็ยังไม่จำเป็นหยุดการใช้งาน แต่ควรติดตามการอัปเดตเกี่ยวกับเอกสารและสัญญา ใบอนุญาต และระบบการสร้างรายได้ต่อไปว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่
แผนกู้สถานการณ์ของ Getty Images
- ครอบครัว Getty และ Koch Equity Development เตรียมลงทุนเพิ่มรวมสูงสุดประมาณ 533 ล้านดอลลาร์
- ปรับลดภาระดอกเบี้ยและขยายระยะเวลาชำระหนี้ที่มีหลักประกัน
- ปิดหนี้หุ้นกู้ไม่มีหลักประกันมูลค่ารวม 270 ล้านดอลลาร์ แลกกับการจ่ายเงินสดให้เจ้าหนี้รวมประมาณ 170.2 ล้านดอลลาร์
- เปลี่ยนวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนเป็นวงเงินใหม่ขนาด 150 ล้านดอลลาร์
- ยกเลิกหุ้นเดิมทั้งหมด และนำ Getty Images ออกจากการเป็นบริษัทมหาชน
- หลังปรับโครงสร้างเสร็จ ครบอครัว Getty Images ผู้ลงทุนจะถือครองบริษัทที่จัดตั้งใหม่ทั้งหมด
เพราะ Getty Images กำลังใช้เงินทุนใหม่มาลดหนี้ ต่ออายุหนี้ และลดดอกเบี้ย เพื่อให้ธุรกิจยังเดินหน้าต่อได้โดยไม่ถูกภาระทางการเงินกดไว้เหมือนเดิม ทำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุดอาจเป็นผู้ถือหุ้นเดิม และสะท้อนว่าปัญหาของ Getty Images ไม่ได้เกิดจากกระแส AI เพียงอย่างเดียว
รวมถึงเหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นหลังจากดีลกับ Shutterstock ที่ไปไม่ถึงฝั่งด้วย เพราะ Getty Images เคยวางแผนควบรวมกิจการกับ Shutterstock ด้วยมูลค่าประมาณ 3.7 พันล้านดอลลาร์ เพื่อเพิ่มขนาดธุรกิจและความสามารถในการแข่งขันในตลาด Visual Content
แต่หน่วยงานกำกับการแข่งขันของสหราชอาณาจักร หรือ CMA กังวลว่าการรวมตัวของผู้เล่นรายใหญ่ทั้ง 2 รายที่มารวมกันจะทำให้ทางเลือกในตลาดลดลงและส่งผลต่อการผูกขาดราคา และแม้จะเปิดทางให้ดีลต่อได้แต่ Getty Images ก็เลือกยกเลิกการควบรวมในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาแล้ว
ซึ่งดีลที่ล้มลงไม่ได้เป็นสาเหตุเดียวที่ทำให้บริษัทต้องปรับโครงสร้าง แต่ส่งผลให้แผนขยายขนาดธุรกิจสะดุด พร้อมทิ้งต้นทุนด้านการเงินและค่าธรรมเนียมจากการเตรียมดีลไว้ด้วย และสิ่งที่ถูกกระทบมากที่สุดจึงเป็นภาพสต็อกประเภททั่วไป เช่น ภาพพนักงานประชุม ภาพจับมือทางธุรกิจ ภาพอาหาร หรือภาพไลฟ์สไตล์ที่ไม่ได้ต้องการบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงแบบเฉพาะเจาะจง
ภาพที่ AI ทดแทนไม่ได้
- ภาพข่าวและเหตุการณ์จริง
- ภาพการแข่งขันกีฬา
- ภาพบุคคลสาธารณะและวงการบันเทิง
- ภาพประวัติศาสตร์จากคลังข้อมูล
- ภาพที่มีหลักฐานแหล่งที่มาและสิทธิการใช้งานชัดเจน
- ภาพที่ต้องเข้าถึงสถานที่หรือบุคคลจริง
อย่างไรก็ตาม Getty Images ก็ไม่ได้ปฏิเสธการเข้ามาของ AI เพราะบริษัทมีบริการสร้างภาพด้วย Generative AI ซึ่งพัฒนาร่วมกับ NVIDIA โดยเน้นการใช้คอนเทนต์ที่ได้รับอนุญาต พร้อมนำเสนอเรื่องสิทธิใช้งานและการคุ้มครองลูกค้าทางกฎหมายเป็นจุดขาย
สิ่งที่ช่างภาพและครีเอเตอร์ควรเตรียมตัว
ภาพทั่วไปจะขายยากขึ้น
ภาพที่สามารถอธิบายเป็น Prompt แล้วสร้างใหม่ได้ทันที จะต้องแข่งขันทั้งด้านราคา ความเร็ว และจำนวนกับ Generative AI ครีเอเตอร์จึงควรเพิ่มคุณค่าที่ AI เลียนแบบได้ยาก
ภาพควรมีแหล่งที่มา
เมื่อโลกออนไลน์เต็มไปด้วยภาพที่ไม่รู้แหล่งที่มา แบรนด์และภาพข่าวควรทำให้ภาพมีแหล่งที่มาที่ตรวจสอบได้ว่าใครเป็นผู้สร้าง ถ่ายที่ไหน เมื่อไร และได้รับอนุญาตจากบุคคลในภาพหรือไม่ เพราะไฟล์ภาพควรคุ้มครองด้วยสิทธิ์ ความเป็นเจ้าของต้นฉบับ และการเรื่องความเสี่ยงทางกฎหมาย
ครีเอเตอร์ควรมีช่องทางรายได้ของตัวเอง
ครีเอเตอร์ควรสร้างเว็บไซต์ พอร์ตโฟลิโอ ฐานผู้ติดตาม หรือช่องทางรับงานโดยตรง รวมถึงทดลองขายสิทธิ์แบบเฉพาะกับผลงาน โดยไม่ได้ผูกแค่กับ Getty Images แพลตฟอร์มเดียว และมีภาพเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เช่น ภาพในประเทศท้องถิ่น อุตาหกรรมเฉพาะทาง หรือภาพสารคดี
แบรนด์ต้องมองให้ไกล
AI สามารถสร้างภาพได้เร็วและราคาถูก แต่แบรนด์ยังต้องตรวจสอบเรื่องลิขสิทธิ์ ความคล้ายและความถูกต้องของสินค้า ไปจนถึงบริยทที่ใช้ภาพต้องเหมาะสม
และถึง Getty Images อาจอยู่รอดจาก Chapter 11 หลังลดภาระหนี้สะสมได้แล้ว โจทย์หลังจากนี้ก็คงเป็นเรื่องของการทำให้ภาพในแพลตฟอร์มยังสามารถมีความน่าเชื่อถือที่ขายได้ มากกว่าการเจนด้วยพรอมพ์ไม่กี่วินาทีเพื่อนำไปใช้แล้วจบไปนั่นเอง
