เบื้องต้นฟีเจอร์ใหม่นี้จะช่วยให้สามารถเข้าถึง Data สำคัญที่เป็นตัวชี้วัดเกี่ยวกับ Engagement และ Audience Demographics ให้สามารถใช้งานได้กับการโพสต์ทั่วไปและ Reels เพื่อให้ครีเอเตอร์เข้าใจระบบได้ง่ายขึ้น
แต่ยังมีขอบเขตการวัดผลอยู่เนื่องจากการอัปเดตนี้ยังไม่รองรับโพสต์แบบ Collab, Trial Reels, Cross-posted รวมถึงคอนเทนต์ที่มีการ Boost Post ซึ่ง Data เชิงลึกที่เพิ่มเข้ามามีทั้ง ‘การวัดจำนวนการ Share’ และ ‘อัตราการ Skip Rate’ ในรูปแบบเปอร์เซ็นต์ ให้ครีเอเตอร์เห็นภาพรวมของคอนเทนต์ได้ชัดเจนมากขึ้นตั้งแต่เริ่มต้น ในขณะเดียวกันยังมีการเพิ่ม Views Over Time หรือการรับชมตามช่วงเวลาให้ครีเอเตอร์รู้ว่าคอนเทนต์แบบไหนที่ได้รับความสนใจมากที่สุดอีกด้วย
ซึ่งการเพิ่มฟีเจอร์นี้เข้ามาจะช่วยเพิ่มการเก็บข้อมูลที่แม่นยำขึ้น ส่งผลให้ครีเอเตอร์สามารถนำข้อมูลต่าง ๆ ไปต่อยอดในการวาง Strategy เพื่อพัฒนาคอนเทนต์ในอนาคตได้
การอัปเดตครั้งนี้ถือเป็นความพยายามอีกครั้งที่ผู้พัฒนา Meta ต้องการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างครีเอเตอร์บนแพลตฟอร์มของตัวเอง เพราะถึงแม้ว่าปัจจุบัน Meta จะมุ่งเน้นการพัฒนา AI เป็นหลัก แต่ก็ยังมีความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาผู้ใช้ให้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างฐานข้อมูลของระบบดังกล่าวเพื่อช่วยให้ AI สามารถตอบคำถามผู้ใช้ได้ตรงประเด็นมากขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น Meta ยังให้ความสำคัญกับครีเอเตอร์ที่สร้างคอนเทนต์ต้นฉบับมากกว่า AI รวมถึงการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการพัฒนาคอนเทนต์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อผลักดันการสร้างรายได้ให้กับครีเอเตอร์ทุกคนบนแพลตฟอร์มอีกด้วย
Meta ยังคงเชื่อมั่นว่าคอนเทนต์ต้นฉบับยังมีบทบาทสำคัญต่อโซเชียลมีเดีย เนื่องจากคอนเทนต์ดังกล่าวสามารถสร้าง Engagement ได้ดีอยู่ แต่ที่ผ่านมา Meta ก็ประสบปัญหาอย่างหนึ่งคือมีผู้ใช้หลายคนลดการเคลื่อนไหวบนหน้าฟีดลง และหันไป Connect ในรูปแบบ DM ส่วนตัวแทน ซึ่งจุดนี้เองกลายเป็นความท้าทายครั้งใหม่ที่ Meta ต้องหาทางรับมือกันต่อไป
ยิ่งในตลาดโซเชียลมีเดียในปัจจุบันมีการแข่งขันที่สูงขึ้น เพื่อดึงดูดครีเอเตอร์รายใหญ่ให้เข้ามาใช้บริการมากขึ้น ทำให้การขยายฟีเจอร์ใหม่ของ Meta ครั้งนี้จึงเป็นอีกทางเลือกให้ครีเอเตอร์พัฒนาคอนเทนต์ได้สะดวกขึ้น จนสามารถต่อยอดเป็นคอนเทนต์ที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม
ที่มา: https://www.socialmediatoday.com/news/instagram-improves-insights-ui-adds-new-metrics/818504/

