เปิดสถิติโซเชียลมีเดีย 6 แพลตฟอร์ม พร้อมเทรนด์ที่ควรรู้สำหรับครีเอเตอร์และแบรนด์

ในปัจจุบันมีโซเชียลมีเดียหลายแพลตฟอร์มให้เลือกใช้มากจนบางทีก็ไม่แน่ใจว่าควรจะใช้แพลตฟอร์มไหนดี ถึงแม้ว่าแต่ละแพลตฟอร์มจะมีจุดเด่นของตัวเองต่างกันออกไป แต่ยังไงการรู้สถิติของแต่ละแพลตฟอร์มไว้ก็นับเป็นเรื่องที่ดีในการช่วยจัดการกลยุทธ์ต่างๆ ในการเผยแพร่คอนเทนต์ลงโซเชียลมีเดียได้

นอกจากนี้โซเชียลมีเดียยังถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารถึงผู้คน ทั้งในแง่ของครีเอเตอร์ และแบรนด์ เนื่องจากปัจจุบันโซเชียลมีเดียได้ถูกประยุกต์ใช้กับ E-commerce จนเรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือนึงในการทำการตลาดเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นมาดูสถิติของโซเชียลมีเดียเพื่อนำไปใช้ในการวางแผนทำคอนเทนต์กันดีกว่าค่ะ

สถิติการใช้งานของแต่ละแพลตฟอร์ม

เมื่อเทียบกับปี 2019 โซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์มถือว่ามียอดผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นในทุกเดือน โดย TikTok, Pinterest และ Facebook เป็น 3 แพลตฟอร์มที่มียอดผู้ใช้เติบโตขึ้นมากที่สุด คิดเป็นสถิติได้ ดังนี้

Facebook

  • ยอดผู้ใช้เพิ่มขึ้น 19% หรือคิดเป็น 2.7 พันล้านคน
  • ระยะเวลาในการใช้งานต่อวัน : 10 นาที
  • 60% ของผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียอยู่บนเฟซบุ๊ก
  • มี Facebook Page ธุจกิจขนาดเล็กกว่า 80 ล้านเพจ

Instagram

  • ยอดผู้ใช้เพิ่มขึ้น 16% หรือคิดเป็น 1.16 พันล้านคน
  • มีผู้ใช้ทั้งหมด 132.8 ล้านแอคเคานต์
  • 62% ของผู้ใช้งานต้องล็อกอินเข้ามาอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อวัน
  • มีการคลิกโพสต์โฆษณากว่า 130 ล้านครั้ง
  • ระยะเวลาในการใช้งานต่อวัน : 30 นาที

YouTube

  • มีผู้ใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปีประมาณ 100 ล้านคน
  • ยูทูบไม่ได้เปิดเผยข้อมูลการใช้งานมากนัก แต่ดูเหมือนว่าจะมีวิดีโอที่ถูกรับชมเฉลี่ยอยู่ที่พันล้านชั่วโมงต่อวัน

TikTok

  • ยอดผู้ใช้เพิ่มขึ้น 38% หรือคิดเป็น 689 พันล้านคน
  • ยอดดาวน์โหลดกว่า 2 พันล้านบน App Store และ Google Play
  • 41% ของผู้ใช้งานอายุ 16-24 ปี
  • ไม่ค่อยมีสถิติให้เปรียบเทียบมาก เนื่องจากก่อนวิกฤตโควิด TikTok ยังถือว่าเป็นโซเชียลมีเดียที่ใหม่มากในต่างประเทศ
  • ระยะเวลาในการใช้งานต่อวัน : 52 นาที

Pinterest

  • ยอดผู้ใช้เพิ่มขึ้น 32% หรือคิดเป็น 442 พันล้านคน
  • 1 ใน 3 ของผู้ใช้ทั้งหมดกดติดตามบริษัท
  • 70% ของผู้ใช้เป็นผู้หญิง
  • 77% ของผู้ใช้พินเทอเรสในการค้นหาผลิตภัณฑ์
  • ระยะเวลาในการใช้งานต่อวัน : 5 นาที

Twitter

  • ยอดผู้ใช้เพิ่มขึ้น 8% หรือคิดเป็น 353 พันล้านคน
  • 63% ของผู้ใช้งานอายุ 35-65 ปี
  • ทวีตในหนึ่งวัน เทียบได้กับการอ่าน Page Book 10 ล้านเล่ม
  • ทวีตที่มีวิดีโอจะได้ยอด Engagement มากขึ้นถึง 10 เท่า
  • ระยะเวลาในการใช้งานประมาณ 3 นาทีครึ่งในการเลื่อนฟีด เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่เป็นข้อความสั้นๆ แต่ในปีที่ผ่านมามีการใช้เวลาบนทวิตเตอร์นานขึ้นเป็นเกือบ 11 นาที

Baby boomers ใช้งานโซเชียลมีเดียมากขึ้น

เมื่อก่อนคนในรุ่น Baby boomers จะไม่ค่อยใช้โซเชียลมีเดียมากเท่าไหร่นัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปคนกลุ่มนี้ได้เข้ามาในโลกของโซเชียลมีเดียมากขึ้น และยังมีความเกี่ยวข้องกับ E-commerce มากขึ้นเช่นเดียวกัน และยิ่งช่วงวิกฤตการณ์โควิดที่ทุกคนต้องอยู่บ้าน ทำให้มีการใช้โซเชียลมีเดียมากกว่าที่ผ่านมาเลยก็ว่าได้

ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับใครที่อยากขยายกลุ่มเป้าหมาย หรือตลาดไปถึงคนรุ่น Baby Boomers โดยมีสถิติ ดังนี้

  • 70% ของ Baby boomers ซื้อสินค้าบนออนไลน์ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
  • มีการค้นหาสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้นถึง 66% ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา

ยุครุ่งเรืองของ TikTok

ถึงแม้ว่า TikTok จะมีมมาตั้งแต่ปี 2016 แล้วก็ตาม แต่ตอนนั้นยังคงใช้ได้แค่ในประเทศจีนในชื่อของ Douyin ต่อมาจึงเปิดตัวสู่ตลาดสากลในเดือนสิงหาคม ปี 2018 และเป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมา

ซึ่ง TikTok มีความคล้ายกับแอปพลิเคชัน Vine เป็นแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นเคยเป็นนิยมมาก่อนหน้านี้ แต่ TikTok ได้เพิ่มจุดแข็งที่ Vine ไม่มี นั่นก็คือการเพิ่มฟีเจอร์ต่างๆ เพื่อเอื้อต่อการสร้างรายได้ให้เหล่าครีเอเตอร์นั่นเอง และ TikTok ก็สามารถทำได้ดีกับการดึงจุดเด่นของวิดีโอสั้น และรูปแบบวิดีโอที่สามารถย่อยง่าย เพื่อที่จะให้ผู้ใช้งานสามารถแชร์ไปยังแพลตฟอร์มอื่นๆ ได้

แถมยังมีคอนเทนต์หลากหลายประเภททั้งบันเทิง ให้ความรู้ แนะนำ ไปจนถึงสูตรอาหาร เพราะเหตุผลเหล่านี้เองที่ทำให้ TikTok ดังเป็นพลุแตกในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะช่วงโควิดที่ทุกคนต้องกักตัวแล้วหันมาเล่น TikTok กันเยอะมาก เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถสร้างคอนเทนต์คนเดียวง่ายๆ ได้ที่บ้าน และตัดต่อคลิปวิดีโอภายในเครื่องมือที่อยู่ภายในแอปพลิเคชันได้เลย

จึงค่อนข้างง่ายต่อการใช้งาน และทั้งครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์หลายคนเองก็แจ้งเกิดบนนี้ในช่วงโควิด โดยปัจจุบันยอดดาวน์โหลดวิดีโอต่อวันอยู่ที่ 2 พันล้านครั้ง ยอดชมวิดีโอต่อวันอยู่ที่ 1 พันล้านวิว และวิดีโอที่มียอดวิวสูงที่สุด 2.2 พันล้านวิว ที่สำคัญคือผู้ใช้ TikTok กว่า 60% มีอายุต่ำกว่า 24 ปี

Social Media หนึ่งในเครื่องมือสำคัญของ E-commerce

อย่างที่ทุกคนน่าจะพอสังเกตได้ว่า Online Shopping เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งก็เพราะสถานการณ์โควิดด้วย เพราะฉะนั้นโซเชียลมีเดียจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่เป็นช่องทางในการสื่อสารระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย โดยมีสถิติเกี่ยวกับ Social Commerce ออกมา ดังนี้

  • 55% ของคนซื้อผลิตภัณฑ์ผ่านโซเชียลมีเดีย
  • 87% ของผู้ใช้งานบอกว่าโซเชียลมีเดียเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจในการเลือกซื้อ
  • 57% ของคนชอปปิงมากขึ้นในช่วงโควิด
  • หลายแพลตฟอร์มนำ E-commerce ไปใช้ ทั้ง Facebook, Instagram, YouTube, TikTok และ Pinterest เป็นต้น เพื่ออำนวยสะดวกการซื้อขายมากขึ้น

คอนเทนต์วิดีโอยังคงเรียกยอดได้ดี

การพูดถึงวิดีโอปัจจุบันไม่ได้หมายถึงแค่ยูทูบอีกต่อไปแล้ว แต่ยังหมายถึงวิดีโอสั้นอย่าง TikTok และ Stories ทั้งบนเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ และสแนปแชต เป็นต้น

สตอรีเป็นแพลตฟอร์มที่ให้ผู้คนสามารถโพสต์คลิปสั้นๆ เพียงไม่กี่วินาที เพื่อต้องการแสดงสิ่งที่ต้องการ ส่วนมากจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ซึ่งในตอนหลังได้เริ่มมีการนำสตอรีมาใช้ในการโปรโมตสินค้ามากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับแบรนด์ในการสร้างวิดีโอสั้นยังไงให้มีความสนุก และได้ให้คนมามีส่วนร่วมมากขึ้นนั่นเอง

ผู้คนมีส่วนร่วมผ่านคอนเทนต์ที่ใช้ AR

ต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว Augmented Reality (AR) คือ เทคโนโลยีที่ผสมระหว่างความจริง และความเสมือนจริงเข้าด้วยกัน เช่น ฟิลเตอร์บนสตอรี AR จึงถูกนำมาใช้บนสตอรีอย่างแพร่หลาย รวมถึงการทำสินค้าออกมาในรูป 3 มิติ ซึ่งนับเป็นหนึ่งในการโปรโมตผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ เพื่อให้คนมีส่วนร่วมในการทดลองผลิตภัณฑ์ผ่าน

หรือถ้าพูดให้เห็นภาพง่ายๆ ก็คือทุกวันนี้ทุกคนใช้ฟิลเตอร์บนสตอรีกันแทบจะทั้งหมด และนั่นก็ทำให้หลายแบรนด์หันมาใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อเข้าถึงผู้ใช้งานมากขึ้น เพราะตัวอย่างผลิตภัณฑ์ 3D ช่วยให้ประสบการณ์ในการซื้อสินค้าออนไลน์ได้มากขึ้น

สร้างคอนเทนต์ที่มี Social Conversation

เนื่องจากในทุกวันนี้ทุกคนใช้โซเชียลมีเดียเพื่อติดต่อสื่อสาร และพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เพราะฉะนั้นการสร้างคอนเทนต์ที่สามารถให้คนพูดถึง บอกต่อ หรือมีบทสนทนาต่อได้จะช่วยให้คอนเทนต์นั้นเข้าถึงคนในวงกว้างขึ้น ผู้คนจะมีส่วนร่วมกันมากขึ้น

และคนส่วนมากมักใช้โซเชียลมีเดียเพื่อเสพความบันเทิง และความผ่อนคลาย บางครั้งอาจจะต้องมีการดูสิ่งที่ผู้คนสนใจ และนำมาปรับใช้ในการสร้างคอนเทนต์ลงโซเชียลมีเดียมากขึ้น เพื่อเพิ่มยอด Engagement และยอดขายของแบรนด์ให้ดีขึ้น

ที่มา : tech.co