
เทคนิคคอลแลบสร้าง Branding สู่ปรากฏการณ์ Sold Out! Session: The Art of Premium Collaboration สูตรลับการคอลแลบแบบอิน สาริน ที่มากกว่าการเอาชื่อมาวาง โดย อิน สาริน ในงาน The Influencer Journey #3
อะไรคือความ ‘Premium’ แบบอิน สาริน
- Premium ไม่ใช่แค่การทำของแพง แต่ต้องสำรวจ Marketing Position ของตัวเองด้วย
- Premium คือ การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าด้วยความใส่ใจ และมีคุณภาพที่ดี
‘Collaboration’ แบบไหนที่อิน สารินเลือก
- ธุรกิจที่ควรเริ่มการคอลแลบแล้ว เหมือนกับการแต่งงานทางธุรกิจ ที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน
- ผู้คนไม่ได้ชอบธุรกิจแบบ One Stop Service แล้ว แต่จะชอบความเป็น ’Specialty’ มากขึ้น
Project Collaboration
นอกจาก Product x Product ก็มีการคอลแลบขึ้นมาเป็นโปรเจกต์ สร้าง Storytelling ให้แบรนด์เล่าหลังบ้านได้
Health Check Branding
1. Branding ที่ทำให้โปรดักต์ต้องเป็น ‘Tip of Mind’ มีสินค้าแรกที่ลูกค้าจะต้องจำได้ ท่ามกลางคู่แข่งมากมาย
2. Marketing หากมั่นใจว่ามีโปรดักต์ที่ดีแล้ว ก็ต้องมีการ Communication ที่ดีเพื่อส่งต่อลูกค้าด้วย ถึงไม่เก่งเรื่องนี้ก็สามารถหาพาร์ตเนอร์ที่ช่วยทำได้
3. Operation ต้องทำให้หลังบ้านแข็งแรง แคมเปญก็จะแข็งแรงไปด้วย หากขายดีก็ค่อย ๆ เติมคน จนเริ่มมี Base Line ก็ปูหลังบ้านให้โตได้ในระยะยาวเป็นปี หรือสามารถทำ Model Trial ให้ลูกค้าติดแบรนด์แล้ววางแผนต่อ
ธุรกิจเล็กแต่อยากโตต้องเริ่มยังไง
Marketing =/= PR เลยต้องเริ่มจากการทำ Year Plan และ Seasonal ที่แบรนด์จะสามารถมีส่วนร่วมได้ ทั้ง High Season และ Low Season
เทคนิคการเลือก Partner
1. ต้องตั้ง Opjective ของการ Collaboration ก่อน
2. คำนึงเรื่อง Revenue หรือ Branding หรือ Brand Awareness ว่าข้อไหนสำคัญกับแบรนด์ที่สุดในการคอลแลบ
3. พาร์ตเนอร์ที่คอลแลบแล้วสินค้าสามารถ Get Attention ลูกค้าให้ได้ภายใน 3 วินาที
4. Evaluate Product ได้จากการคอลแลบ แต่ต้องไม่ใช่ท่ายากเกินไป และลูกค้าจินตนาการออก
Case Study: YOLK Made in Thailand
ที่มีพาร์ตเนอร์ทั้งหมด 4 แบรนด์ ในการสร้าง Identity การเป็น ‘แบรนด์ไทย’ ที่อยากทำให้คนไทยอินสินค้าไทย ได้ Brand Love โดยได้ไอเดียมาจากการเชียร์บอลไทย เพราะคนอินเรื่องเดียวกัน
Case Study: YOLK x 7-Eleven
การคอลแลบกับ Convenience Store ของไทยที่ทำให้เข้าถึงคนไทยได้ทั่วประเทศ และสร้าง Wow Factor ให้คนสะดวกซื้อในราคาที่จับต้องได้
How to be Brand Love
1. ก่อนจะเข้าสู่ธุรกิจต้องดี และมีนิยามให้แตกต่าง อย่าง YOLK ที่นิยามตัวเองว่าเป็น ‘ทาร์ตไข่มิชลิน’
2. รู้จักว่ากลุ่มลูกค้าคือใคร และเสิร์ฟความ Specialty ให้กับลูกค้า เพราะหาจากแบรนด์อื่นไม่ได้
3. จากการเริ่มด้วย “เราจะทำอะไรดี” เป็นการตั้งคำถามว่า “ตลาดต้องการอะไร” ผ่าน Omni-Channel เพื่อหาอินไซต์จากความต้องการของลูกค้า
4. Seeking for Opportunity มองหาโอกาสที่มี แต่ยังไม่มีใครทำในไทย และกลายเป็นแบรนด์แรกที่นิยามตัวเองให้คนรู้จักสู่ ‘Top of Mind’
สิ่งที่อยากฝากบอกผู้ประกอบการ
1. ทุกแบรนด์ไม่จำเป็นต้องเก่งทุกอย่าง แต่ต้องเป็น ‘Specialist’ ที่เชี่ยวชาญในสิ่งที่ทำจริง ๆ และทำให้ลูกค้าเชื่อจนกลายเป็น ’Brand Identity’
2. ลองกลับไป Review Branding Detail ว่าชื่อแบรนด์อ่านง่ายมั้ย หรือสะกดเวลาค้นหายากมั้ย
3. การยกระดับ Local เพราะความเป็นไทยมีความแข็งแรงในตัวอยู่แล้ว เหลือแค่ทำให้แบรนด์ไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้นได้
4. จุดออกตัวในการทำแบรนด์ของทุกคนเหมือนกัน แต่ระหว่างทางการเป็นเดอะแบกให้โตคนเดียวอาจจะไม่ไหว ต้องรู้จัก Set Team ให้ตรงกับสเกลของธุรกิจด้วย
5. ทำงานแบบมี Well-being และวางแผนแชร์ Vision ให้ทีมโตควบคู่ไปกับธุรกิจด้วย
6. เช็ก Re-purchase Rate ว่าลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำมั้ย แบรนด์เลยต้องพยายามสร้าง S-curve ใหม่ ๆ ให้แบรนด์น่าตื่นเต้นเสมอ
7. ถ้าจะเป็น Trend Follower ก็ต้องเน้นไว้ แต่ถ้าอยากเป็น Trend Setter ก็ต้องเป็น Top 3 ให้ได้
8. อย่าหยุดนิ่ง ต้องหาทาง หาตัวตน และหาทางยืนระยะในใจของลูกค้าให้ได้
