News
หลังจากจบงานใหญ่ประจำปีของสหรัฐอเมริกาอย่างการแข่งขันอเมริกันฟุตบอล หรือ Super Bowl ครั้งที่ 53 ซึ่งทิ้งเรื่องราวให้คุยต่อมากมาย (จุดนี้เราขอข้ามหัวนมอดัม เลอวีนไปนะ) แต่จะชวนมาดูคอนเทนต์ที่ต่อยอดจาก spot โฆษณาที่ถูกพูดถึงต่อเนื่องบน Twitter
สิ่งหนึ่งที่คนทำเว็บหลายคนสนใจ และควรสนใจที่จะมาจับตามองก็คือ Backlink ที่ไม่ใช่ศิลปินเกาหลีแต่อย่างใด (ตึ่งโป๊ะ) แต่มันคือการได้รับ Traffic เข้าเว็บโดยมีที่มาจากเว็บอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เว็บของเรา ที่หลายคนอาจจะรู้จักในอีกชื่อว่า Reference Traffic นั่นเอง คงไม่ต้องให้บอกว่า การที่มีลิ้งค์โยงเข้ามาหาเว็บของเรานั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้ Traffic เว็บของเรามากขึ้น แต่นอกเหนือไปกว่านั้่น ในแง่ของ SEO ทาง Google ก็ยังได้เอา Backlink มาเป็นหนึ่งในคะแนนที่ใช้คำนวณในการเลือกเว็บไซต์เราให้หาเจอง่ายขึ้นด้วย
ดูเหมือนว่าปี 2019 นี้สำหรับในฝั่ง Digital Content จะเริ่มต้นกันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ หลังจากที่มีการประกาศเลิกจ้างจากบริษัทในฝั่ง Online Content กันมากมายตั้งแต่ BuzzFeed หรือ HuffPost ล่าสุด ก็ได้มีข่าวรายานมาว่า VICE ก็เตรียมปรับลดพนักงานเช่นกัน โดยจะมีพนักงานที่ได้รับผลกระทบมากกว่า 250 คน หรือนับเป็น 10% ของทั้งหมด ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบส่วนมากจะอยู่ในส่วนที่เป็น non-core หรือไม่ได้เป็นแกนหลักของบริษัท รวมถึงสำนักงานในต่างประเทศของ VICE
ก่อนหน้านี้ Twitter ได้ออกมาประกาศ แบนการใช้งาน Bot สำหรับการทวีต ซึ่งมีโอกาสที่จะถูกจัดให้อยู่ในรูปแบบของแสปมและโดนลบบัญชีได้ ซึ่งเชื่อว่า เป็นส่วนสำคัญที่บรรดาเว็บไซต์ที่หวังผลใช้ในการกระจายข่าวปลอมหรือ Fake News ที่ ณ ยุคนี้ ในมุมของ Journalsim และ Information คงไม่มีประเด็นไหนจะร้อนแรงเท่าเรื่องนี้อีกแล้ว ล่าสุดได้มีงานวิจัยจาก Indiana University ชื่อว่า The spread of low-credibility content by social bots ได้ศึกษาพฤติกรรมการแพร่กระจายของ Fake News โดยตั้งคำถามว่า Social Bot (บัญชี Social Media ที่เล่นโดยคอมพิวเตอร์ และถูกเขียนโปรแกรมให้แชร์ หรือโพสต์อะไรบางอย่าง) กับ Fake News นั้นมีความเกี่ยวข้องกันแค่ไหน
ทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าจากพฤติกรรมของเราบน Social Media ความเป็นส่วนตัวของเราเรียกได้ว่าแทบจะไม่มี ด้วยข้อมูลส่วนตัวและ data มหาศาลที่เราป้อนเข้าสู้ Social Media อย่าง Facebook, Twitter หรือ Instagram ในแต่ละวัน ทำให้ Facebook แทบจะรู้จักตัวเรามากกว่าตัวเราเองเสียอีก ดังนั้นหลายคนอาจจะคิดว่า ถ้าเราเลิกเล่น Facebook ก็น่าจะรอด Facebook ก็จะไม่รู้จักเราและทำอะไรเราไม่ได้
ปัญหาข่าวปลอมและคอนเทนต์ชวนเชื่อ ไม่ได้อยู่แค่ใน Facebook หรือ Twitter เท่านั้น บน YouTube ก็ได้รับปัญหานี้กับเขาเช่นกัน ทีนี้ข่าวปลอมบน YouTube จะเป็นแบบไหน ? คำตอบก็คือ มันอยู่ในรูปของวิดีโอชวนเชื่อ วิดีโอทฤษฏีสมคบคิด หรือการพูดชี้นำทางการเมืองต่าง ๆ ที่อยู่ในรูปแบบของวิดีโอให้ความรู้ทั่วไปบน YouTube
ก่อนหน้านี้ BuzzFeed ได้ประกาศมาทำ BuzzFeed News ซึ่งเป็นการอัพแบรนด์ของตัวเองจากการที่ BuzzFeed ถูกมองว่าเป็นเว็บข่าวไวรัล ไม่จริงจังให้กลายมาเป็นสำนักข่าวจริง ๆ เวลาผ่านไป BuzzFeed News นั้นก็ได้รับการพูดถึงและการยอมรับมากพอสมควร และถูกนำไปพูดถึงร่วมกับสำนักข่าวอื่น ๆ เช่น New York Times หรือ Bloomberg รวมถึงได้ถูกนำไปจัดอันดับในเรื่องความน่าเชื่อถือใน Bias Chart แม้จะเอนไปทางฝั่งซ้ายหน่อย แต่ก็อยู่ในกลุ่มที่รายงานความจริง และได้รับการยอมรับมาก
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า
