หรือ Twitter จะกลายเป็น Facebook? หลังเตรียมเพิ่มจำนวนการพิมพ์ 4,000 ตัวอักษร

ทุกคนคงจะคุ้นชินกับเสน่ห์ของ Twitter กันดี ว่าเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่สั้น กระชับ และสามารถทวีตได้ตลอดทั้งวันเพื่ออัปเดตเรียลไทม์ แต่ดูเหมือนเสน่ห์เหล่านั้นจะเริ่มเลือนลางไป จาก 140 ตัวอักษร สู่ 280 ตัวอักษร และกำลังจะมาถึงยุค 4,000 ตัวอักษรกันแล้ว

แม้  Tweet จะมาจากเสียงนกร้อง หรือเจ้านก “แลร์รี” (Larry) ที่ใช้เวลาเปล่งเสียงออกมาสั้น ๆ แสดงถึงเอกลักษณ์ของความเป็น Twitter ก็ตาม

แต่ดูเหมือนว่าจากแพลตฟอร์มที่เน้นให้ผู้คนสื่อสารกันด้วย 140 ตัวอักษรกำลังจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี 2017 ที่ 280 ตัวอักษร ไปสู่หลักพันตัวอักษรกันแล้ว ซึ่งหลายคนมองว่าเริ่มจะเหมือน Facebook เข้าไปทุกที

โดย Elon Musk ได้ตอบกลับข้อความบน Twitter ของ Allan Obare ที่ถามถึงความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงให้ชาวทวิตเตี้ยนโพสต์ยาว ๆ ได้ ด้วยคำตอบว่า “Yes” ซึ่งหมายถึงเขากำลังพัฒนาให้มันเกิดขึ้นอยู่จริง ๆ

และหากมันเกิดขึ้นจริงในสักวัน อาจทำให้ Twitter กลายเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลเดียวที่ยังคงเหลือความเป็นโซเชียลอยู่ก็ได้

เพราะแพลตฟอร์มอื่น ๆ อย่าง Facebook, Instagram, YouTube ต่างก็พากันมุ่งไปทางคอนเทนต์วิดีโอสั้นกันหมด จนยอดเอ็นเกจเมนต์โพสต์ปกติที่เป็นบทความแทบจะไม่ถูกแนะนำขึ้นหน้าฟีด หรือโดนลดยอด Reach ไปเลยก็ว่าได้

เพราะเหตุผลนี้ เลยอาจทำให้ผู้คนโหยหาการโพสต์บนฟีดโซเชียลแบบเดิมมากขึ้น และ Twitter จะกลายมาเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ผู้คนอยากจะโพสต์ระบาย หรือเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เป็นบทความมากขึ้นไปด้วย

เพียงแต่ต้องยอมเสี่ยงลดเสน่ห์ความเป็น Twitter ลงไป เพราะ 4,000 ตัวอักษร แทบจะไล่ยาวเป็นเรียงความได้เลย แถมยังอาจทำให้การทวีตลักษณะเป็นเธรดเริ่มหายไปด้วย เพราะโดยปกติการโพสต์เกิน 280 ตัวอักษร จะต้องมีเล่าต่อในเธรดเสมอ

แต่ชาวทวิตเตี้ยนบางกลุ่มก็มองว่าการจำกัดข้อความ เป็นสิ่งที่ทำให้รำคาญใจมาตั้งแต่แรกเริ่ม และรู้สึกว่าการพิมพ์ข้อความภายใน 4,000 ตัวอักษร ให้อิสระมากกว่าด้วย ซึ่งแน่นอนว่าความสั้นกระชับจะไม่มีอีกต่อไป และอาจส่งผลทำให้ผู้คนในแพลตฟอร์มนั้นเบื่อที่จะใช้พลังในการกวาดสายตาอ่านอะไรยาว ๆ ก็เป็นได้

ในฐานะสื่อมีข้อดีที่ทำให้สามารถโพสต์บทความข่าวลักษณะยาว ๆ หรือใส่ข้อมูลได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องเหนื่อยตัดคำให้ครบ 280 ตัวอักษร

แต่ข้อเสียคือ การขาดเสน่ห์ของความกระตุ้นให้อยากรู้ไปอย่างแน่นอน เพราะการมี “See more” หรืออ่านต่อในเธรด ต้องยอมรับว่าเป็นวิธีทำให้ชาวทวิตเตี้ยนอยากติดตามอ่านต่อเอง มากกว่าจะเห็นทั้งหมดภายในทวีตเดียว

หรือแม้ทางแพลตฟอร์มจะเปลี่ยนไป แต่ผู้บริโภคไม่ได้เปลี่ยนตาม และยังคงรักษาวิธีการเดิม ใช้ Twitter ให้เป็น Twitter ก็อาจจะไม่มีผลกระทบกับพฤติกรรมพวกเขาสักเท่าไหร่

สุดท้ายแพลตฟอร์มก็สามารถเปลี่ยนกลับไปกลับมาตามพฤติกรรมผู้บริโภคอยู่ดี  เพราะคนที่จะให้คำตอบได้ว่าอะไรจะเวิร์กหรือไม่เวิร์กคือผู้ใช้งาน ไม่ใช่แค่เจ้าของแพลตฟอร์มเพียงฝ่ายเดียว

ที่มา: MacRumors

Copyright © 2026 RAiNMaker. All rights reserved.

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save