
Week 4: Creator & Business iCreator Camp Gen 3 Presented by Sony! Session: Sound Like a Pro: Audio Techniques Every Creator Must Know โดย คุณรัฐนันท์ แจ่มเล็ก Product Specialist and Technical Support และ คุณภัทรพล ธนฉัตรา Product Manager จาก RODE
ในยุคที่ใคร ๆ ก็สามารถหยิบกล้องหรือมือถือขึ้นมาสร้างคอนเทนต์ได้ทันที สิ่งที่ทำให้หลายคอนเทนต์ดูโปรมากขึ้น อาจไม่ใช่แค่ภาพสวยหรือการตัดต่อที่หวือหวา แต่คือคุณภาพเสียงที่ช่วยให้คนดูอยากฟังจนจบ เพราะแม้ภาพจะชัดแค่ไหน แต่ถ้าเสียงเบา แตก หรือมี Noise รบกวน ก็อาจทำให้ประสบการณ์การรับชมสะดุดได้ทันที
เมื่อ ‘เสียง’ สำคัญไม่แพ้ ‘ภาพ’
ปัจจุบันคอนเทนต์ที่ครีเอเตอร์ทำมีหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น
- Podcast
- Vlog
- Interview
- Live Streaming
- Short-form Video
และหนึ่งในคำถามที่ถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงคือ
“ระหว่างภาพชัดเสียงไม่ชัดกับเสียงชัดภาพไม่ชัด คนดูจะเลือกอะไร?”
คำตอบที่หลายคนเลือกคือ ‘เสียงชัด’ เพราะต่อให้ภาพดีแค่ไหน แต่ถ้าฟังไม่รู้เรื่อง คนดูก็พร้อมกดผ่านทันที แม้จริง ๆ แล้วทั้งภาพและเสียงจะสำคัญเท่ากัน แต่หลายครั้งครีเอเตอร์มักโฟกัสกับ Visual มากเกินไป จนลืมว่าคุณภาพเสียงคือสิ่งที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและทำให้คอนเทนต์ดูมืออาชีพมากขึ้นโดยตรง
ความท้าทายของงานเสียงของครีเอเตอร์

หนึ่งในปัญหาหลักของการอัดเสียง คือ Environment หรือเสียงของสภาพแวดล้อมเพราะเสียงรบกวนเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยาก ไม่ว่าจะเป็น
- เสียงรถ
- เสียงแอร์
- เสียงก้องของห้อง
- เสียงคนพูดแทรก
- Ambient Noise รอบตัว
จึงกลายเป็นเหตุผลว่า ‘ทำไมการเลือกไมค์’ ถึงสำคัญมาก เพราะไมค์แต่ละประเภทมีวิธีการรับเสียงและการจัดการ Noise ที่แตกต่างกัน หากเลือกผิด ก็อาจทำให้เสียงหลักที่ต้องการนำเสนอถูกกลบหรือฟังไม่ชัดได้ทันที
Gain & Volume ที่ครีเอเตอร์ควรรู้
อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญคือการควบคุมระดับเสียง หรือ Gain และ Volume
- ถ้าเสียงดังเกินไป เสียงจะแตก
- ถ้าเสียงเบาเกินไป รายละเอียดเสียงจะหาย
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่มีอุปกรณ์ที่ดี แต่คือการฝึกฟังเพื่อให้รู้ว่าระดับเสียงแบบไหนเหมาะกับคอนเทนต์ของตัวเองมากที่สุด
รู้จักไมโครโฟน ก่อนเลือกใช้งานจริง
Dynamic Microphone
ไมค์ประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ไฟเลี้ยง หรือเรียกว่า Phantom Power โดยจะทำงานผ่านการจับแรงสั่นสะเทือนของเสียงก่อนส่งสัญญาณต่อไปยัง Mixer หรือ Audio Interface ซึ่งเหมาะกับงานที่มี Noise เยอะ เช่น
- งานคอนเสิร์ต
- ไลฟ์อีเวนต์
- Podcast หลายรูปแบบ
ซึ่งข้อดีคือช่วยลดเสียงรบกวนรอบข้างได้ดี แต่ข้อควรระวังคือเรื่อง Handle Noise เพราะตัวไมค์อาจจับแรงสั่นจากการถือหรือขยับมือได้ จึงมักนิยมใช้คู่กับขาตั้งไมค์ในการทำ Podcast
Condenser Microphone
ไมค์ประเภทนี้จำเป็นต้องใช้ Phantom Power เพื่อจ่ายไฟเลี้ยง ทำให้สามารถเก็บรายละเอียดเสียงได้คมชัดกว่า จึงเป็นที่นิยมใช้ในงานประเภท
- Studio Recording
- Vocal Recording
- Live Stage
- ไมค์ร้องเพลง
- ไมค์กลอง / Overhead
ซึ่งข้อดีคือเสียงใส รายละเอียดชัด แต่ข้อจำกัดคือ “เก็บเสียงทุกอย่าง” รวมถึงเสียงรบกวนรอบข้างด้วยเช่นกัน
Wireless Microphone
ไมค์ไร้สายส่วนใหญ่จะเป็น Condenser เพราะช่วยให้ใช้งานสะดวก เคลื่อนไหวได้อิสระ และลดปัญหาสายเกะกะ ทำให้เหมาะกับสาย
- Vlog
- Interview
- Content Creator
- Run & Gun Shooting
แต่ข้อจำกัดคือเรื่องคลื่นสัญญาณที่อาจเกิดการรบกวนได้ง่ายในบางสภาพแวดล้อม
Pattern การรับเสียงของไมค์
Cardioid
รับเสียงด้านหน้าเป็นหลัก และแทบไม่รับเสียงด้านหลัง เหมาะกับงานพูดหรืออัดเสียงทั่วไป
Super / Hyper Cardioid

มีลักษณะการรับเสียงแบบ Shotgun คือรับเสียงเป็นแนวลึกที่แคบกว่า ช่วยโฟกัสเสียงเป้าหมายได้ดี
เหมาะกับงาน
- Film Production
- Interview
- Outdoor Shooting
Omnidirectional
รับเสียงรอบทิศทาง 360 องศา มักพบในไมค์ Wireless หรือไมค์สายคอนเทนเซอร์บางประเภท ที่มีข้อดีคือเสียงธรรมชาติ แต่ก็เก็บ Ambient รอบข้างได้เยอะเช่นกัน
Bi-Directional
รับเสียงได้สองด้าน เหมาะกับงานสัมภาษณ์หรือ Podcast แบบนั่งคุยกันสองคน
Placement สำคัญไม่แพ้การเลือกไมค์
นอกจากประเภทไมค์แล้วตำแหน่งการวางไมค์ หรือ Mic Placement ก็ส่งผลต่อคุณภาพเสียงโดยตรง เพราะถ้าวางใกล้หรือไกลเกินไป อาจทำให้
- เสียงบาง
- เสียงแตก
- ได้ยินลมหายใจมากเกินไป
- เกิดเสียงก้อง
- ความชัดของเสียงลดลง
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือการใช้ Windshield หรือฟูครอบไมค์ ซึ่งทีมวิทยากรแนะนำว่า ใน Indoor บางสถานการณ์อาจไม่จำเป็น เพราะอาจลดความถี่บางย่านของเสียงลงจนเสียรายละเอียดได้ทางเลือกที่เหมาะกว่าในหลายกรณีคือการทำ ‘Low Cut’ เพื่อตัดความถี่ต่ำที่ไม่จำเป็นแทน และควร Monitor เสียงก่อนอัดจริงทุกครั้ง
Hands-on อุปกรณ์จาก RODE ที่ครีเอเตอร์ได้ลองใช้งานจริง

ภายใน Session ยังมีช่วงอธิบายถึงไมค์แบบ Hands-on ของ RØDE รุ่นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น
- RØDECaster Pro II
- RØDECaster Video
- RØDE Wireless ME
- RØDE Wireless Micro Camera
- รวมถึงอุปกรณ์เซ็ตอัปสำหรับงานครีเอเตอร์อีกหลายรูปแบบ
ซึ่งช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นตั้งแต่ Workflow การใช้งานจริง ไปจนถึงการเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับประเภทคอนเทนต์ของตัวเองมากขึ้น
เพราะเสียงที่ดีคืออีกครึ่งหนึ่งของคอนเทนต์ที่ดี
หนึ่งใน Insight สำคัญจาก Session นี้ คือการทำคอนเทนต์ที่ดี ไม่ได้จบแค่ภาพสวยหรือการตัดต่อเก่ง แต่คือการเข้าใจว่าเสียงเป็นอีกองค์ประกอบที่ช่วยสร้างอารมณ์ ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ของผู้ชมโดยตรง และบางครั้ง การเลือกไมค์ให้เหมาะกับ Environment หรือรู้วิธีจัดการ Noise ให้ถูก ก็อาจยกระดับคอนเทนต์ได้มากกว่าการซื้อกล้องตัวใหม่เสียอีก
รายละเอียดแคมป์
- ระยะเวลาแคมป์: 25 เม.ย. – 30 พ.ค. 69 (เรียนทุกวันเสาร์ตลอด 6 สัปดาห์)
- เวลาเรียน: 09.30 – 17.30 น. (ลงทะเบียนเรียน 09.00 น.)
- สถานที่: คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ
